Cheese Pie

2025/10/25 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าใครกำลังหา “ชีสพาย” แบบทำง่าย ไม่ต้องใช้เตาอบ เราว่าวิธีนี้ตอบโจทย์มากค่ะ ทำทีเดียวได้ทั้ง blueberry cheese pie และสตอเบอรี่ชีสพาย แค่เปลี่ยนท็อปปิ้งก็ได้รสใหม่แล้ว เหมาะมากสำหรับทำขาย/ทำกินที่บ้าน เพราะขั้นตอนไม่ซับซ้อนและใช้เวลาเตรียมน้อย 1) ฐานพาย (แบบไม่อบ) เราใช้บิสกิต (โอรีโอ้หรือไดเจสทีฟก็ได้) บดให้ละเอียด แล้วผสมเนยละลายให้พอจับตัวเป็นทรายเปียก จากนั้นกรุลงพิมพ์กดให้แน่นๆ เคล็ดลับคือ “กดให้แน่น” จะทำให้ตอนตัดชิ้นไม่แตกง่าย แล้วเอาเข้าตู้เย็นช่องธรรมดาอย่างน้อย 20–30 นาทีให้ฐานเซ็ตค่ะ 2) ไส้ชีสพายให้เนียน ไม่เป็นเม็ด ครีมชีสควรพักไว้ให้คลายเย็นก่อนตี จะได้เนียนง่าย ไม่จับตัวเป็นก้อน จากนั้นตีครีมชีสกับน้ำตาลไอซิ่ง/น้ำตาลทรายละเอียดให้เข้ากัน แล้วค่อยใส่วิปปิ้งครีมที่ตีจนตั้งยอดอ่อน (หรือใช้วิธีตีรวมถ้าสูตรที่ทำเป็นประจำเวิร์ก) ใส่น้ำมะนาวเล็กน้อยช่วยตัดเลี่ยนและเพิ่มกลิ่นหอม ฟีลชีสพายจะสดชื่นขึ้นค่ะ 3) ทำ “blueberry cheese pie” แบบซอสฉ่ำๆ ท็อปปิ้งบลูเบอร์รี่ทำได้ 2 แบบ: ใช้บลูเบอร์รี่กระป๋อง/ซอสสำเร็จรูป (ง่ายและคงที่) หรือทำซอสเองโดยเคี่ยวบลูเบอร์รี่กับน้ำตาลและน้ำเลมอนนิดหน่อย พอเริ่มข้นค่อยละลายแป้งข้าวโพดนิดเดียวใส่ลงไป ซอสจะเงาและเกาะหน้าชีสพายสวยมาก รอให้ซอสเย็นก่อนค่อยราด ไม่งั้นไส้ชีสอาจละลายได้ 4) ทำ “สตอเบอรี่ชีสพาย” ให้ผลไม้ไม่ช้ำ ถ้าใช้สตรอเบอร์รี่สด แนะนำล้างแล้วซับให้แห้งสนิทก่อนวางบนหน้า เพื่อไม่ให้น้ำไหลลงไปทำให้หน้าแฉะ เราชอบเคลือบด้วยแยมสตรอเบอร์รี่ที่อุ่นพอเหลว (หรือเจลเคลือบผลไม้) จะช่วยให้เงาสวยและเก็บได้นานขึ้น 5) เวลาแช่ให้เซ็ตตัว + วิธีตัดให้คม หลังประกอบเสร็จ แช่ตู้เย็นอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง (ข้ามคืนยิ่งดี) ตอนตัดใช้มีดจุ่มน้ำร้อน เช็ดให้แห้ง แล้วค่อยตัด จะได้ชิ้นคมๆ เหมือนหน้าคาเฟ่เลย 6) การเก็บรักษา ชีสพายเก็บในกล่องปิดสนิทในตู้เย็นได้ประมาณ 2–3 วัน ถ้ามีผลไม้สดด้านบน แนะนำทำใกล้เวลาทาน/ขายเพื่อความสดค่ะ ใครลองทำแล้วอยากได้รสชาติแบบไหนเพิ่ม ลองเล่นกับท็อปปิ้งได้เลยนะคะ ทั้งบลูเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ หรือแม้แต่เลมอน—ชีสพายไม่ใช้เตาอบสนุกตรงนี้จริงๆ