Empath ที่ไม่รู้จักขอบเขต
Empath ที่ไม่รู้จักขอบเขต
จะค่อยๆ หายไปจากชีวิตของตัวเอง
คุณเคยไหมคะ…
แค่เห็นใครบางคนไม่สบายใจ
เราก็ไม่สบายใจไปด้วย
เขาเงียบ
เราก็เริ่มคิดว่า
เราทำอะไรผิดหรือเปล่า
เขามีปัญหา
เราก็อยากช่วยแก้
เขาเสียใจ
เราก็รู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่ของเรา
ที่จะต้องทำให้เขากลับมาดีขึ้น
บางครั้งเขายังไม่ได้ขอให้ช่วยเลยนะ
แต่เราเข้าไปแบกความรู้สึ กของเขา
กลับมาเป็นของเราเรียบร้อยแล้ว
.
คนที่เป็น Empath
มีของขวัญอย่างหนึ่งที่สวยงามมาก
คือเรารู้สึกถึงคนอื่นได้ลึก
บางทีแค่เห็นหน้า
เราก็รู้แล้วว่าเขาไม่โอเค
เรามองเห็นความเศร้า
ที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้ม
ได้ยินความเจ็บปวด
แม้อีกคนจะไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย
แต่ครูอยากชวนคิดตรงนี้นิดหนึ่งนะคะ…
การที่เรารู้ว่าเขาเจ็บ
ไม่ได้แปลว่าเราต้องเป็นคนรักษาเขาเสมอไป
เขาผิดหวัง
ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องเปลี่ยนตัวเอง
เพื่อทำให้เขาสบายใจ
และการที่เรารักใครมากๆ
ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องรับผิดชอบ
ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเขา
.
ครูรู้ว่ามันไม่ง่ายนะ
โดยเฉพาะกับคนที่รู้สึกถึงคนอื่นเก่งมากๆ
เพราะบางทีเรายังไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
ว่าเราเริ่มแบกเ ขามาตั้งแต่ตอนไหน
เราอาจเคยเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่า
ถ้าคนรอบตัวมีความสุข
เราถึงจะปลอดภัย
ถ้าคนที่เรารักไม่โกรธ
แปลว่าเรายังเป็นที่รัก
เราก็เลยโตมาเป็นคนที่เก่งมาก
ในการอ่านสีหน้า น้ำเสียง และบรรยากาศ
ใครเงียบไปนิดหนึ่ง
เรารู้
ใครเปลี่ยนไปหน่อยหนึ่ง
เรารู้
แล้วเราก็รีบปรับตัวเอง
เพื่อทำให้ทุกอย่างกลับมา “โอเค”
จนวันหนึ่ง…
เรารู้ว่าทุกคนรู้สึกอย่างไร
แต่กลับตอบไม่ได้ว่า
แล้วตอนนี้…เรารู้สึกอย่างไร
.
นี่แหละค่ะ
คือจุดที่ Empath ค่อยๆ หายไปจากชีวิตตัวเอง
ไม่มีใครพรากเราไปหรอก
แต่เราค่อย ๆ ยกพื้นที่ของตัวเอง
ให้คนอื่นทีละนิด
เวลาของเรา
พลังของเรา
ความสงบของเรา
ความต้องการของเรา
จนชีวิตเต็มไปด้วยเสียงของทุกคน
แต่เส ียงหนึ่งกลับเบาลงเรื่อยๆ
เสียงของตัวเราเอง
.
ครูอยากให้จำไว้อย่างหนึ่งนะคะ
เราเข้าใจความเจ็บปวดของใครได้
โดยไม่ต้องลงไปเจ็บอยู่ตรงนั้นกับเขา
เรารักเขาได้
อยู่ข้างเขาได้
ช่วยในสิ่งที่เราช่วยไหวได้
แต่บางอย่าง
เขาต้องเป็นคนเดินผ่านมันด้วยตัวเอง
เพราะบางเส้นทาง
เราทำได้แค่เดินข้างๆ
เราเดินแทนเขาไม่ได้จริงๆ
.
แล้วถ้าวันนี้คุณเริ่มอยากมี Boundary
แต่กลับรู้สึกผิด
ครูอยากบอกว่า…เป็นเรื่องธรรมดามาก
เพราะเราเคยชินกับการเป็น
“พื้นที่ปลอดภัย” ให้คนอื่นมานาน
จนลืมถามว่า
แล้วเวลาที่เราเหนื่อย
เราเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเองบ้างหรือยัง
Boundary ไม่ได้แปลว่า
เราจะรักใครน้อยลง
มันแค่ช่วยให้เราเริ่มรู้ว่า
ตรงไหนคือเรื่องของเขา
ตรงไหนคือเรื่องของเรา
อะไรที่เราช่วยได้
และอะไรที่เราต้องคืนให้เขา
กลับไปรับผิดชอบด้วยตัวเอง
.
การกลับมาเป็น True Self
จึงไม่ใช่การหยุดเป็น Empath
คุณยังอ่อนโยนได้
ยังเข้าใจคนอื่นได้
ยังรักและอยู่ข้างใครได้เหมือนเดิม
เพียงแต่ครั้งนี้…
อย่าหายไปจากชีวิตของตัวเอง
เพื่อไปอยู่ในชีวิตของคนอื่นจนหมดนะคะ
บางที Boundary ที่สำคัญที่สุด
อาจเป็นเพียงคำสัญญาเล็กๆ กับตัวเองว่า
“ฉันจะไม่ทอดทิ้งความรู้สึกของตัวเอง
เพียงเพราะฉันเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น”
เพราะหัวใจที่คอยดูแลคนอื่นมาตลอด
ก็ควรมีใครสักคนคอยดูแลเหมือนกัน
และคนคนนั้น…
อาจต้องเริ่มจาก ตัวเราเอง
ถ้าวันนี้คุณกำลังเรียนรู้
ที่จะรักคนอื่นโดยไม่แบกเขา
และเข้าใจคนอื่นโดยไม่หลงลืมตัวเอง
พิมพ์คำว่า “คืนพลัง”
แล้วบอกกับตัวเองเบาๆ ว่า
“ฉันยังรักและเข้าใจทุกคนได้
โดยไม่ต้องสูญเสียตัวเองอีกต่อไป”
😍
ด้วยรักจากหัวใจ
คุณครูลูกหวาย






