หนังสือของคนเคยแหลกสลาย...แด่ผู้แหลกสลาย

Reasons to Stay Alive ที่เขียนโดยนักเขียนที่เราชอบมาก Matt Haig

หนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่แค่ How to แต่มันคือบันทึกของคนที่เคย “อยู่ใกล้ความตาย” และเลือกกลับมา “มีชีวิตอีกครั้ง”

แมตต์ประสบกับปัญหาโรคซึมเศร้าและอาการวิตกกังวลอย่างหนัก แมตต์บันทึกทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะอยู่ห่างความตายเพียงย่างก้าว ความเจ็บปวดทุกคืนวันที่แมตต์ต้องเจอ แต่แมตต์สามารถยืนหยัดพร้อมก้าวข้ามความเจ็บปวดและกลับไปมีชีวิตอย่างแท้จริงได้อีกครั้ง

สิ่งที่เราได้จากหนังสือเล่มนี้. . .

👉🏻 ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไม่ได้อยากตาย เพียงแต่ แค่ไม่อยากมีชีวิตอยู่

👉🏻 ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จะคิดว่าตัวเองเหมือนอยู่บนดาวเคราะห์อีกดวงที่ไม่มีใครเข้าใจ เพราะแหล่งอ้างอิงเดียวคือคุณเอง แต่ไม่ใช่เลยยังมีคนอื่นที่เป็นแบบนี้เหมือนกัน คุณอยู่ในโลกอันมืดมิดที่มีประชากรหลายล้านคน

👉🏻 จิตใจของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะเหมือนอยู่ในพายุเฮอร์ริเคน แต่ไม่ต้องกังวล พายุจะสงบลง ถ้าคุณไม่ยอมแพ้

👉🏻 ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไป สักวันความเจ็บปวดนี้จะหายไป ความเจ็บปวดเป็นหนี้ที่ชดใช้ได้ด้วยเวลา

👉🏻 จิตใจของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มีความมืดมากกว่าแสงสว่าง แต่เพียงแสงสว่างเพียงเล็กน้อยจะทำให้การเดินทางนี้คุ้มค่า อดทนรอจนกว่าจะมองเห็นแสงสว่างและดวงดาว

👉🏻 วันนึงคุณจะพบกับความสุขที่คุ้มค่ากับการทนเจ็บ คุณจะเต้นรำ หัวเราะ มีเซ็กซ์ มีหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน ได้เดินริมแม่น้ำ ชีวิตรอพวกคุณอยู่ คุณจะติดอยู่ที่นี่สักพัก แต่โลกไม่ได้หนีไปไหน “สู้ต่อเถอะถ้าทนไหว ชีวิตคุ้มค่าเสมอ”

👉🏻 วิธีอยู่เคียงข้างผู้ป่วยโรคซึมเศร้า รับฟัง เข้าใจว่ามันเป็นโรค หาความรู้ ทำความเข้าใจ อย่าคิดเล็กคิดน้อย ยอมรับสภาพปัจจุบันของผู้ป่วย หากเป็นไปได้อย่าทำให้เขารู้สึก แปลกแยก และที่สำคัญ “อดทน” แมตต์ เขียนหนังสือเล่มนี้โดย ด้านหน้า เขาเขียนให้แด่ “แอนเดรีย” ผู้เป็นภรรยาของเขาและอยู่เคียงข้างเขาตลอด ซึ่งคนข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรัก ครอบครัว สำคัญจริงๆ ซึ่งมุมมองเราว่าว่าแมตต์โชคดีมากที่มีคนที่รักเขาอยู่ข้างกาย ซึ่ง มีอีกหลายๆคนไม่ได้โชคดีเหมือนแมตต์

👉🏻 มองหาเหตุผลของการมีชีวิตอยู่แม้จะเป็นแค่ เจ้าเหมียวตัวน้อย หรือหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน เหตุผลเล็กๆก็สามารถเป็นเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ของเราได้

👉🏻 การวิ่ง ออกกำลังกาย การเขียน ออกไปเจอธรรมชาติ มองหาสิ่งสวยงามเล็กๆน้อยๆ เลิกกังวล อยู่กับปัจจุบัน และอีกหลายๆข้อที่หนังสือว่าไว้ ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้จริงๆ

👉🏻 ข้อสุดท้าย จงกล้าหาญ เข้มแข็งเข้าไว้ หายใจเข้าลึกๆแล้วเดินหน้าต่อไป คุณจะนึกขอบคุณตัวเองทีหลัง

สำหรับเหมือนเห็นตัวเองในวันที่แย่มากๆ พอมาอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนสะท้อนภาพวันที่ตัวเองเศร้า การเปลี่ยนมุมมองและอดทนรอวันที่สวยงาม เวลาและตัวเราเท่านั้นจะพาเราข้ามผ่านความทุกข์ ความเศร้าไปได้�

“สุดท้ายแล้ว มนุษย์เราก็ต้องการความกล้าหาญที่จะใช้ชีวิต มากกว่าที่จะจบชีวิต”

(Albert Camus)

⭐️ : 10/10

🧔🏻‍♂️ : Matt Haig

📖 : 320 หน้า

#อ่านตามlamon8

#หนังสือน่าอ่าน

#รีวิวหนังสือน่าอ่าน

#หนังสือเล่มโปรด

#รีวิวหนังสือ

4/26 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนเจอคำว่า “แหลกสลาย” แล้วเผลอคิดว่ามันต้องเป็นเหตุการณ์ใหญ่โตเท่านั้น แต่จากที่เราอ่าน “แด่ผู้แหลกสลาย (Reasons to Stay Alive)” แล้วรู้สึกว่า “ความแหลกสลาย” บางทีมันมาแบบเงียบๆ—ตื่นมาแล้วไม่อยากเริ่มวัน ไม่อยากคุยกับใคร เหนื่อยทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรหนัก และโทษตัวเองเก่งกว่าปกติ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สั่งให้เราคิดบวก แต่มันทำให้เรา “อยู่กับความจริง” ได้ โดยไม่ต้องรีบหายทันที ถ้าใครกำลังหา “reason to stay alive แปลว่าอะไร” แบบเข้าใจง่ายๆ สำหรับเราไม่ใช่ประโยคสวยหรู แต่คือ “เหตุผลที่จะอยู่ต่อ” ที่เล็กมากๆ ก็ได้ เช่น แมวหนึ่งตัว หนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน เพลงที่ยังอยากฟัง หรือแค่ความอยากรู้ว่า “แล้วพรุ่งนี้ความเศร้าจะเบากว่าเมื่อวานไหม” ซึ่งหนังสือพยายามย้ำว่า ความเจ็บปวดไม่ได้คงอยู่ตลอดไป และต่อให้วันนี้หนักมาก พายุก็มีโอกาสสงบลงถ้าเรายังไม่ยอมแพ้ อีกพาร์ตที่เราชอบคือกิจกรรมเล็กๆ ที่ช่วยพยุงชีวิตในวันที่ใจไม่ไหว (ในเล่มพูดถึงหลายอย่าง เช่น การวิ่ง โยคะ การอ่าน การเขียน การออกไปเจอธรรมชาติ การหายใจ) เราลองปรับเป็น “ลิสต์ฉุกเฉิน” ของตัวเองแบบทำได้จริง: 1) วิธีหยุดเวลา (ตอนใจฟุ้งจนเจ็บ): ลุกไปอาบน้ำอุ่น/ล้างหน้า แล้วนับลมหายใจ 10 ครั้ง 2) วิธีท่องเวลา: อ่านหนังสือหรือบทความสั้นๆ 5–10 นาที พอให้หัวเปลี่ยนโหมด 3) วิธีปลดปล่อยเวลา: เขียน 5 บรรทัดว่าเรากลัวอะไรอยู่ และตอนนี้ต้องการอะไรที่สุด 4) วิธีพาตัวเองกลับโลกจริง: เดินออกไปเจอแสงแดด/ดูต้นไม้สัก 3 นาที สำหรับคนที่กำลังอยู่ข้างคนซึมเศร้า เราว่าคำถามที่ช่วยได้มากกว่าคำปลอบแบบ “อย่าคิดมาก” คือคำถามที่ไม่ตัดสิน เช่น “ตอนนี้อยากให้เราช่วยแบบไหน” หรือ “อยากให้เรานั่งอยู่ด้วยเฉยๆ ไหม” เพราะหลายครั้งเขาไม่ได้อยากตาย แค่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ในแบบที่เจ็บปวดแบบเดิม แล้วเรื่อง “ผิดที่ผิดเวลา” ที่หลายคนค้นหา เราตีความว่าเป็นความรู้สึกที่ชีวิตเหมือนจับเราวางไว้ผิดจังหวะ—ทำอะไรก็ไม่เข้าที่ ไม่เข้าทาง แต่หนังสือเล่มนี้ให้มุมว่า ต่อให้วันนี้เรารู้สึกผิดที่ผิดเวลา เราไม่จำเป็นต้องตัดสินว่ามันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป แค่ประคองให้ผ่าน “ชั่วโมงนี้” หรือ “วันนี้” ไปก่อนก็เก่งมากแล้ว ท้ายที่สุด สิ่งที่เล่มนี้ฝากไว้กับเรา คือความกล้าหาญในการใช้ชีวิต ไม่ใช่การฝืนให้หายเศร้าเร็วๆ แต่เป็นการยอมรับว่าเรากำลังเจ็บ แล้วค่อยๆ ทำสิ่งเล็กๆ ที่ช่วยให้ยังอยู่ต่อได้—จนกว่าจะเห็นแสงสว่างและดวงดาวอีกครั้ง