รีวิวหนังสือ สำหรับคนเหงา คนหลงทาง และคนแหลกสลาย

#รีวิวหนังสือ เล่มที่ 1 ของ ส.ค. / 22 ของปี 2568

ไม่รู้ว่าจะเรียกหรือให้ “ผมเรียกเขาว่าเน็กไท” อยู่ในหนังสือหมวดไหนดี แต่เราขอเรียกนวนิยายกึ่งกวีอินดี้ เพราะเป็นเรื่องสั้นๆ ที่อัดแน่นไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ความขุ่นเทา ความเปลี่ยวเหงา ถ้าใครไม่รู้ก็จะคิดว่าเล่มนี้เขียนโดยนักเขียนญี่ปุ่น เพราะมันได้ฟีลนั้นจริงๆ แต่ fact คือผู้เขียนเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-ออสเตรีย

เป็นเรื่องเล่าของคนไม่สมบูรณ์แบบสองคนที่มาพบกันอย่างบังเอิญ คนหนึ่งเป็นชายวัยยี่สิบเศษที่มีอาการ ”ฮิกิโกะโมริ“ ขังตัวเองในห้องมานานนับปี ส่วนอีกคนเป็นชายวัยกลางคน เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ควรนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ แต่ทั้งคู่กลับมาพบกันที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง จนกลายมาเป็นมิตรภาพที่เยียวยาบาดแผลให้กันและกัน

อย่างที่บอกไป มันดิ่งมาก หดหู่ ไม่มีภาพฝนซาฟ้าใสเลย มีแต่บรรยากาศเมฆครึ้มเจียนฝนตกตลอดเล่ม เหมือนเรากำลังอ่านคำสารภาพบาปของคนสองคน ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและยึดติดกับมันจนตัวเองแหลกสลาย ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างต้องเคยเจอ ทำให้เราสามารถรู้สึกร่วมได้ง่าย แม้ไม่เคยประสบในสถานการณ์เดียวกันก็ตาม

และถึงจะเป็นเรื่องของคนสองคน ก็ยังมีซีนของตัวละครรอบๆ พวกเขา ให้เราพอจะเข้าใจและรับรู้ถึงความทุกข์ใจของทุกตัวละครที่มีร่วมกัน เหมือนแอกที่ทุกคนต้องแบกไว้ ของใครของมัน

มีประเด็นทางสังคมอย่างการกลั่นแกล้งในโรงเรียน แรงกดดันของคนวัยทำงาน และการที่สังคมไม่มีที่ยืนให้สำหรับคนที่แตกต่าง

เป็นหนังสือที่ต้องใช้สมาธิในการอ่านสูง เพราะไม่มีเครื่องหมายคำพูด และต้องเข้าใจเอาว่าว่าอันนี้ใครพูด คนแปลไทยก็เก่งมาก ภาษาสวยมาก

อ่านจบ เหมือนได้เพื่อนปลอบใจเราว่า ชีวิตก็เป็นแบบนี้ แต่เราไม่ควรโยนทิ้งทั้งชีวิต เพียงเพราะมันบุบสลาย และการมีชีวิตอยู่ต่อไป คือการอยู่ร่วมกับบาดแผลในชีวิตให้ได้ (นึกถึง Night Sky With Exit Wounds ของ Ocen Wong) เนื้อหาหนักจริง แต่ก็ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตยังคงมีคุณค่ามากพอที่จะตื่นมามาดูพระอาทิตย์ขึ้นในทุกๆ วัน

ผมเรียกเขาว่าเน็กไท (I Call Him Necktie)

เขียน: Milena Michiko Flašar

แปล: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

สนพ. Merry-Go-Round Publishing

ราคา: 220 บาท / 180 หน้า

#เขาเรียกผมว่าเน็กไท #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือแปล #อ่านตามlemon8

My Bookmark(s)

เป็นอีกครั้งที่ผมอยากเอาผ้ามาห่มให้เขา เป็นความปรารถนาตามธรรมชาติที่จะปกป้องเขา อย่างน้อยก็จากอันตราย

ผมยืนอยู่ตรงทางเข้าบ้าน สู่กลิ่นหอมแล้วพูดว่า สิ่งที่ดีที่สุดของการทำงานคือการได้กลับมาบ้าน

นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เราพบกัน ทำให้เราได้รู้ไปพร้อมๆกันว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

ถ้าคุณกระโดดให้รถไฟทับพรุ่งนี้เช้า เรื่องที่ผมเล่าให้คุณฟังวันนี้จะมีประโยชน์อะไร

ความเงียบของป่านั้นแท้จริงแล้วเต็มไปด้วยสรรพเสียง

สิ่งที่ผมสูญเสียไปไม่ใช่แค่ความสามารถในการเดินเป็นเส้นตรง แต่เป็นกำลังวังชาที่เคยมองข้ามไป ผมตามตัวเองไม่ทัน

สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ การโกหกมันกลับมาทำร้ายเราทันทีที่เริ่มโกหก

จะดีแค่ไหนถ้าเป็นอย่างนั้น ถ้าเราทำงาน ไม่ใช่เพื่อผลของมัน แต่เพื่อเป็นการให้ โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม

เธอไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจ แต่เพื่อที่จะมองเห็นแก่นสารของชีวิตให้ชัดขึ้น

ผมได้ยินบ่อยๆว่าเช้าแรกที่อยู่ด้วยกันมีความหมายมาก มันคือคำมั่นสัญญา มันบอกว่าใครจะตื่นก่อน ใครจะเป็นคนชงกาแฟ ใครทำอาหารเช้า เคียวโกะจะยังนอนอยู่ก็ได้ หันหลังให้แล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า...ไปซื้ออะไรกินระหว่างทางเถอะนะ การตัดสินใจนั้นทำให้ผมหยุดหายใจ...ผมจะไม่รักเธอน้อยลงเลยแม้เธอจะรักผมน้อยลงก็ตาม

เราล้วนมีพันธนาการ เราทุกคน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราปราศจากความรับผิดชอบ แม้จะไร้ซึ่งอิสรภาพ เราก็ยังต้องตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา และต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและผลของมันด้วย

คนที่ได้ยินแค่การหัวเราะในเสียงหัวเราะคือคนหูหนวก

ถ้ามีอะไรเพียงอย่างเดียวที่ฉันจะสอน ฉันจะบอกเธอว่าอย่าอาย อย่าอายที่จะเป็นคนที่มีความรู้สึกไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม จงรู้สึกมันอย่างลึกซึ้งและด้วยหัวใจที่อ่อนโยน จงรู้สึกมันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยหัวใจที่อ่อนโยนมากขึ้นไปอีก รู้สึกมันเพื่อตัวเธอเอง รู้สึกมันเพื่อคนอื่น แล้วจากนั้น จงปล่อยมันไป

จิตใจแข็งกระด้างกีดกันไม่ให้ผมรู้สึกถึงความนิ่มของแก้มเขาอย่างลึกซึ้งและจริงใจ ระหว่างเราสองคน เป็นผมเองนี่แหละที่หัวใจบกพร่อง

มีคนบอกว่าคนเราเกิดมาแค่ครั้งเดียว แล้วทำไมเราถึงตายครั้งแล้วครั้งเล่า

และบางที ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เราจะได้พบและนั่งลงในพื้นที่เดียวกันที่ใหญ่พอสำหรับเราทั้งสองคน และตอนนั้นเราจะเข้าใจ เราไม่เคยไปอยู่ที่อื่นเลย

เอาข้าวอีกไหม (สั้น แต่กินใจสุด ไปหาอ่านว่าทำไม)

2025/8/6 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเห็นหลายคนเสิร์ชคำว่า “สุดท้ายเธอไปกับเขา” แล้วคาดหวังว่าจะได้คำตอบชัดๆ ว่าตกลง “เธอ” เลือกใคร หรือจบแบบหักมุมไหม เราเลยอยากเล่ามุมที่ช่วยให้เข้าใจ “ฟีลของเรื่อง” (โดยไม่พาไปสปอยล์หนัก) และเผื่อใครกำลังตัดสินใจจะหยิบอ่าน “ผมเรียกเขาว่าเน็กไท (I Call Him Necktie)” เล่มนี้ สำหรับเรา คำว่า “สุดท้ายเธอไปกับเขา” เป็นประโยคที่แทงใจเพราะมันพาไปไกลกว่าพล็อตรักสามเส้า มันคือความรู้สึกของการ “ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” และความจริงที่ว่า ต่อให้เราพยายามแค่ไหน บางคนก็เลือกเส้นทางอื่นอยู่ดี ซึ่งในเล่มนี้ บรรยากาศหม่นๆ แบบเมฆครึ้มเจียนฝนตกทำให้ธีมนี้ชัดมาก: คนเรามักติดอยู่กับความผิดพลาด ความรู้สึกผิด หรือความอับอาย จนเหมือนชีวิตหยุดนิ่ง แล้ววันหนึ่งมันก็เกิด “การจากไป” ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง—คนรักไปกับคนอื่น เพื่อนหายไป หรือแม้แต่ตัวเราเองที่ค่อยๆ ถอยออกจากโลก สิ่งที่เราชอบคือหนังสือไม่ได้พยายามสรุปชีวิตด้วยประโยคสวยๆ ว่าเดี๋ยวทุกอย่างจะดี แต่เลือกเล่าแบบซื่อๆ ว่า บางแผลมันไม่หายสนิทหรอก เราแค่ต้องหาทางอยู่ร่วมกับมันให้ได้ มิตรภาพของคนไม่สมบูรณ์แบบสองคนที่มาพบกัน (คนหนึ่งเหมือนขังตัวเองไว้ อีกคนเหมือนหลงอยู่ในบทบาทหัวหน้าครอบครัว) ทำให้เรารู้สึกว่า ต่อให้ “สุดท้ายเธอไปกับเขา” จริง คนที่ถูกทิ้งก็ยังมีสิทธิ์ค่อยๆ กอบกู้ตัวเองกลับมา ไม่ใช่ด้วยการลืมทุกอย่าง แต่ด้วยการยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว ถ้าคุณมาที่คำค้นนี้เพราะอยากได้กำลังใจหลังอกหัก/โดนทิ้ง เราแนะนำให้ลองอ่านเล่มนี้แบบตั้งใจหน่อย เพราะสไตล์เขียนค่อนข้างท้าทาย (ไม่มีเครื่องหมายคำพูด ต้องค่อยๆ จับว่าใครพูด) แต่ข้อดีคือมันพาเรา “จม” เข้าไปอยู่กับความคิดตัวละครได้ลึกมาก และภาษาแปลไทยสวยจริง อ่านแล้วเหมือนมีคนมานั่งข้างๆ เงียบๆ มากกว่าจะมาปลอบแบบเสียงดัง ทริคส่วนตัวเวลาอ่านเล่มที่หนักแบบนี้ของเรา: 1) แบ่งอ่านเป็นตอนสั้นๆ วันละนิด แล้วจดประโยคที่โดนใจไว้ 1 ประโยค 2) อ่านแล้วให้เวลาตัวเองเงียบๆ สัก 5 นาที เหมือนปิดเล่มแล้วหายใจ 3) ถ้าประโยค “สุดท้ายเธอไปกับเขา” ทำให้เจ็บมาก ให้ลองถามตัวเองว่า “แล้วสุดท้ายฉันจะไปกับใคร” ซึ่งคำตอบที่เราอยากให้มีคือ “ไปกับตัวเอง” คือไม่ทิ้งตัวเองไว้ข้างหลัง ถ้าคุณชอบงานโทนเดียวกับนิยายกึ่งกวีอินดี้ ฟีลญี่ปุ่นๆ หรือชอบเล่มที่พูดถึงความเหงา ความหลงทาง การกลั่นแกล้งในโรงเรียน และแรงกดดันของคนวัยทำงานแบบไม่ปรุงแต่ง “ผมเรียกเขาว่าเน็กไท” เป็นเล่มที่อ่านจบแล้วเหมือนได้เพื่อนเงียบๆ สักคนมาบอกว่า ชีวิตมันบุบสลายได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องโยนทิ้งทั้งชีวิต

2 ความคิดเห็น

รูปภาพของ mondae
mondae

ชอบเล่มนี้เหมือนกันค่ะ ดีตั้งแต่คำนำเลย 🥹👍

ดูเพิ่มเติม(1)

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ภาพมือถือหนังสือ 'Dear Traveler, ขอให้เธอยินดีกับการหลงทางครั้งใหม่' โดยวิน นิมมานวรวุฒิ ปกมีภาพวาดคนถือกระเป๋าเดินทาง เครื่องบิน และนกพิราบ มีข้อความ 'หนังสือเล่มใหม่ จากนักเขียนคนโปรด' วางอยู่บนชั้นหนังสือ
ภาพข้อความจากหนังสือ 'Dear Traveler' เกี่ยวกับการรักตัวเองและการดูแลกายใจระหว่างรอคอยความรักในอนาคต โดยมีพื้นหลังเบลอและโลโก้ Lemon8
ภาพข้อความจากหนังสือ 'Dear Traveler' เกี่ยวกับปลายทางการเดินทางที่เป็นปริศนา และการรักษาหัวใจและร่างกายให้ดีที่สุด พร้อมพื้นหลังเบลอและโลโก้ Lemon8
Dear Traveler หนังสือเล่มใหม่จากนักเขียนคนโปรด💖
“เมื่อไรที่คิดว่าความสุขคือความมั่นคง ชีวิตจะเขย่าให้เราหลงทางและเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง“ - วิน นิมมานวรวุฒิ 💌 หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนจดหมายที่เต็มไปด้วยประโยคบอกรักและให้กำลังใจ ส่งตรงถึงเพื่อน ๆ นักเดินทางทุกท่านที่กำลังพลัดหลง หรือกำลังเรียนรู้ที่จะเริ่มต้นการหลงทางครั้งใหม่ • ทุกบทความเปี่
ฟ้ามาป้ายยา📚🎬

ฟ้ามาป้ายยา📚🎬

ถูกใจ 14 ครั้ง

7สิ่งที่ได้จากหนังสือ The Why Cafe’
เป็นหนังสือที่ฮิลใจได้ดีสำหรับใครหลายๆคน ที่กำลังหลงทางอยู่กับตัวเอง ค้นหาความหมายของการใช่ชีวิตในแต่ละด้าน วันนี้เรามี7ข้อคิดดีๆมาฝากกัน 1️⃣ ตั้งคำถามกับชีวิตตัวเอง หนังสือชวนให้เราตั้งคำถาม เรามีเป้าหมายอะไรในชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่ใช้ชีวิตไปวันๆ เพราะมีคำตอบจะทำให้ทุกการตัดสินใจง่ายขึ้น 2️⃣ หาค
Thanaphat

Thanaphat

ถูกใจ 37 ครั้ง

ภาพมือถือหนังสือฮีลใจ 6 เล่ม โดยมีชื่อเรื่อง “6 หนังสือฮีลใจ ที่ชอบที่สุดในปี 2025” อยู่ด้านบน พร้อมสัญลักษณ์หัวใจและดวงตา
ภาพมือถือหนังสือชื่อ “วันไหนที่ใจแข็งแรง ดอกไม้จะผลิบาน The Enchanted Garden” ปกเป็นรูปผู้หญิงอ่านหนังสือในทุ่งดอกไม้ หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์
ภาพมือถือหนังสือชื่อ “ทุกความทรงจำคือของขวัญจากวันวาน” ปกเป็นรูปกล่องของขวัญที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านไดอารี่ น่ารักและฮีลใจมาก
Top6หนังสือฮีลใจที่ชอบที่สุดในปี2025💘🌟
ป้ายยาหนังสือฮีลใจที่คัดมาเเล้วว่าชอบที่สุดในปีนี้👀💭 #รีแคป2025 #หนังสือฮีลใจในวันที่ท้อ #รีวิวหนังสือฮีลใจ #หนังสือเยียวยาหัวใจ #ป้ายยากับlemon8
วันเวฬา

วันเวฬา

ถูกใจ 1539 ครั้ง

‘รักตัวเอง ต้องเป็นสิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026 ’
’ ถ้าขอให้กล่าวถึงทุกสิ่งที่คุณรักเมื่อไหร่คุณถึงจะกล่าวถึงตัวเอง ‘ การรักตัวเอง คือ ทักษะ ที่ควรจะไปต่อ และเป็นทักษะ ที่ควรเกิดขึ้นในทุกๆวัน วันนี้มาแนะนำ หนังสือเกี่ยวกับ การรักตัวเองค่ะ คัดมาแล้ว ทั้งหมด 7 เล่ม (เฉพาะที่เคยอ่านนะคะ) 1. Good Vibe Good Life 2.เรื่องที่ไม่มีใครสอนเราเกี่ยวก
October.r28🪐

October.r28🪐

ถูกใจ 106 ครั้ง

4Key take aways ที่เราเอาไปใช้จริงจากหนังสือเล่มนี้
🍋 ชาว Lemon8 คนไหนที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองวุ่นวาย ซับซ้อน หรือชอบคิดเยอะ (Overthinking) บ้างไหมครับ? ยกมือขึ้น! 🙋‍♂️🙋‍♀️ วันนี้ขอมาป้ายยาหนังสือ "Think Simple" ผลงานของคุณโสภณ ศุภมั่งมี ที่จะมา "Unlearn" ความยาก แล้วพาเรากลับไปสู่ "จุดที่ง่ายที่สุด" ของชีวิต 📖 หนังสือเล่มนี
Mask.everyday

Mask.everyday

ถูกใจ 22 ครั้ง

เราทุกคนเติบโตขึ้นจากความเจ็บปวดเสมอ 🧠❤️‍🔥
เราทุกคนเติบโตขึ้นจากความเจ็บปวดเสมอ 🧠❤️‍🔥 จงตามให้ทันความคิดที่กำลังคิด แล้วหยุดมันซะ! #intothemagicshop #reading #books #bookish #booktok
บลูมิ้นท์ 💖🐻✨

บลูมิ้นท์ 💖🐻✨

ถูกใจ 50 ครั้ง

แด่ผู้แหลกสลาย... หนังสือที่โอบกอดเราในวันที่ใจแตกสลาย ☁️✨
หลังจากที่ประทับใจกับหนังสือ ‘มหัศจรรย์ห้องสมุดเที่ยงคืน’ (The Midnight Library) ของ Matt Haig ครั้งนี้เลยฟัง Audiobook เรื่อง ‘Reasons to Stay Alive’ หรือชื่อภาษาไทยคือ ‘แด่ผู้แหลกสลาย’✨ สรุปประเด็นที่ชอบที่สุดตามนี้ • ซึมเศร้าไม่ใช่แค่ความเศร้า: แต่มันคือการติดคุกที่ไม่มีประตูทางออก อย่าไปพ
Woon’s Diary | พักแปลมาคุย ✨

Woon’s Diary | พักแปลมาคุย ✨

ถูกใจ 1 ครั้ง

มือคนกำลังถือหนังสือชื่อ "Reasons to Stay Alive" หรือ "แด่ผู้แหลกสลาย" โดย Matt Haig โดยมีชื่อหนังสือเป็นภาษาอังกฤษโค้งอยู่ด้านบน และมีหนังสือเล่มอื่น ๆ วางซ้อนกันอยู่ด้านหลัง
หน้ากระดาษสีขาวที่มีข้อความภาษาไทยอ้างอิงจาก Albert Camus ในหนังสือ A Happy Death ระบุว่า "สุดท้ายแล้ว มนุษย์เราก็ต้องการความกล้าหาญที่จะใช้ชีวิต มากกว่าที่จะจบชีวิต"
หน้ากระดาษจากหนังสือ "แด่ผู้แหลกสลาย" แสดงรายการข้อคิด 7 ข้อเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าและมุมมองของผู้ป่วย เช่น ความรู้สึกเหมือนอยู่บนดาวเคราะห์อีกดวง และจิตใจที่เหมือนอยู่ในพายุเฮอร์ริเคน
หนังสือของคนเคยแหลกสลาย...แด่ผู้แหลกสลาย
Reasons to Stay Alive ที่เขียนโดยนักเขียนที่เราชอบมาก Matt Haig หนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่แค่ How to แต่มันคือบันทึกของคนที่เคย “อยู่ใกล้ความตาย” และเลือกกลับมา “มีชีวิตอีกครั้ง” แมตต์ประสบกับปัญหาโรคซึมเศร้าและอาการวิตกกังวลอย่างหนัก แมตต์บันทึกทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะอยู่ห่างความตายเพียงย่างก้าว ควา
nhuromm

nhuromm

ถูกใจ 4 ครั้ง

ภาพชายหนุ่มกำลังอ่านหนังสือบนรถไฟฟ้า พร้อมข้อความว่า "5 หนังสือที่ผู้ชายควรอ่าน" และโลโก้ Lemon8
ภาพปกหนังสือ The Subtle Art of Not Giving a F*ck โดย Mark Manson พร้อมคำอธิบายเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม
ภาพปกหนังสือ Atomic Habits โดย James Clear พร้อมคำอธิบายเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองและกลุ่มเป้าหมาย
5 หนังสือที่ผู้ชายควรอ่าน📚
หนังสือที่ผู้ชายทุกคนควรอ่าน 📚 เพราะผู้ชายที่มีเสน่ห์ที่สุด…คือคนที่เข้าใจทั้งโลก และเข้าใจตัวเองด้วย #ผู้ชายดูแลตัวเอง #หนังสือที่ผู้ชายควรอ่าน #selfdevelopment #แรงบันดาลใจ #ผู้ชายต้องรู้
เอิร์ธที่เจอมากับตัว

เอิร์ธที่เจอมากับตัว

ถูกใจ 1253 ครั้ง

รีวิว 3 หนังสือฮีลใจ ไม่มีใคร ก็ให้หนังสือปลอบ💓
แนะนำเพื่อนของเรา มาให้หนังสือกอดเรากัน📚 ✨ Holding each other, healing together เราเลือกหนังสือเล่มนี้ ส่วนหนึ่งเพราะเราตามคุณเขื่อนนักเขียนเล่มนี้มาก่อน เป็นหนังสือที่เป็นเหมือนเพื่อนจริงๆ เรารู้สึกว่าเป็นเล่มที่ชวนให้เรามองในหลายมุมมองมากเป็นส่วนใหญ่ พอเรามองหลายมุมมากขึ้น ก็ทำให้เราเข้าใจตัวเอง
Starsilentnight

Starsilentnight

ถูกใจ 8 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม