Cardiogenic Shock
เมื่อหัวใจล้มเหลวในการสูบฉีดเลือด และทุกอวัยวะกำลังร้องขอออกซิเจน
“ความดันตก” อาจเป็นเพียงตัวเลขบนจอมอนิเตอร์
แต่สำหรับผู้ป่วย Cardiogenic Shock มันคือสัญญาณเตือนว่าอวัยวะทุกส่วนในร่างกายกำลังเข้าสู่ภาวะขาดเลือดและขาดออกซิเจน
หัวใจที่เคยเป็นปั๊มหลักของร่างกาย กำลังสูญเสียความสามารถในการส่งเลือดไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ และเมื่อเลือดไปไม่ถึงอวัยวะต่าง ๆ ร่างกายจะค่อย ๆ เข้าสู่ภาวะล้มเหลวเป็นลูกโซ่
Cardiogenic Shock จึงไม่ใช่เพียงโรคของหัวใจ
แต่เป็น “วิกฤตของทั้งร่างกาย”
และนี่คือเหตุผลที่พยาบาลทุกคนควรเข้าใจพยาธิสภาพของภาวะนี้อย่างลึกซึ้ง
Cardiogenic Shock คืออะไร?
Cardiogenic Shock คือภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
แม้ว่าปริมาณเลือดในร่างกายจะเพียงพอ
ผลลัพธ์คือ
● Cardiac Output ลดลง
● Tissue Perfusion ลดลง
● Cellular Hypoxia
● Organ Dysfunction
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
อาจพัฒนาไปสู่
Multi-organ Failure และเสียชีวิตได้
สาเหตุที่พบบ่อย
สาเหตุอันดับหนึ่งของ Cardiogenic Shock คือ
Acute Myocardial Infarction (MI)
โดยเฉพาะ STEMI ขนาดใหญ่
เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นบริเวณกว้าง
แรงบีบตัวของหัวใจลดลงอย่างมาก
นอกจากนี้ยังพบจาก
● Acute Decompensated Heart Failure
● Severe Cardiomyopathy
● Acute Myocarditis
● Mechanical Complications after MI
● Severe Arrhythmia
● Valvular Heart Disease
จุด เริ่มต้นของวิกฤต : เมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดไม่ได้
ปกติหัวใจจะส่งเลือดออกไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ผ่าน Cardiac Output
Cardiac Output = Heart Rate × Stroke Volume
เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย
Contractility ลดลง
Stroke Volume ลดลง
Cardiac Output จึงลดลงตาม
และนี่คือจุดเริ่มต้นของปฏิกิริยาลูกโซ่ทั่วร่างกาย
ระดับเซลล์ : ทุกเซลล์กำลังขาดออกซิเจน
เมื่อเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง
ออกซิเจนที่ส่งถึงเซลล์ลดลง
เซลล์เปลี่ยนจาก
Aerobic Metabolism
เป็น
Anaerobic Metabolism
เกิด
● Lactate accumulation
● Metabolic acidosis
● ATP depletion
เซลล์เริ่มสูญเสียหน้าที่
และหากภาวะนี้ดำเนินต่อเนื่อง
เซลล์จะตายในที่สุด
ระบบไหลเวียนเลือด : ร่างกายพยายามดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
เมื่อความดันโลหิตลดลง
ร่างกายจะกระตุ้น
Sympathetic Nervous System
มีการหลั่ง
● Epinephrine
● Norepinephrine
ผลที่เกิดขึ้น
● หัวใจเต้นเร็ว
● หลอดเลือดหดตัว
● ผิวหนังเย็น
● มือเท้าเย็น
● Capillary Refill Time ยาวนาน
อาการเหล่านี้คือสัญญาณของภาวะ Poor Perfusion
ที่พยาบาลสามารถพบได้ตั้งแต่การประเมินครั้งแรก
ระบบหายใจ : ปอดเริ่มจมน้ำ
เมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายสูบฉีดเลือดไม่ได้
เลือดจะคั่งอยู่ในปอด
Pulmonary Capillary Pressure เพิ่มขึ้น
น้ำรั่วเข้าสู่ถุงลม
เกิด
Pulmonary Edema
ผู้ป่วยจะมีอาการ
● หอบเหนื่อย
● หายใจเร็ว
● Orthopnea
● SpO₂ ลดลง
● Crepitation ทั้งสองข้าง
ในระยะรุนแรงอาจเกิด
Acute Respiratory Failure
ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ
ระบบไต : อวัยวะแรกที่ส่งสัญญาณเตือน
ไตต้องการเลือดประมาณ 20-25% ของ Cardiac Output
เมื่อเลือดไปเลี้ยงไตลดลง
GFR ลดลง
Urine Output ลดลง
พบอาการ
● ปัสสาวะน้อย
● Creatinine สูงขึ้น
● BUN สูงขึ้น
นี่เป็นสัญญาณสำคัญที่พยาบาล ICU ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เพราะ Urine Output ค ือหนึ่งในตัวชี้วัด Perfusion ที่ดีที่สุด
ระบบประสาท : สมองกำลังขาดเลือด
สมองไวต่อภาวะขาดออกซิเจนอย่างมาก
เมื่อ Cerebral Perfusion ลดลง
ผู้ป่วยอาจมีอาการ
● กระสับกระส่าย
● สับสน
● ง่วงซึม
● ระดับความรู้สึกตัวลดลง
หากปล่อยไว้นาน
อาจหมดสติและเกิดสมองเสียหายถาวร
ระบบตับ : อวัยวะเงียบที่ได้รับผลกระทบ
เมื่อเลือดไปเลี้ยงตับลดลง
Hepatic Ischemia เกิดขึ้น
พบ
● AST สูง
● ALT สูง
● Bilirubin สูง
ภาวะนี้เรียกว่า
Shock Liver
ซึ่งมักบ่งบอกว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะ Shock ที่รุนแรง
ทำไม Lactate จึงสูง?
Lactate ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในผล Lab
แต่เป็นภาพสะท้อนของเนื้อเยื่อทั่วร่างกายที่กำลังขาดออกซิเจน
ยิ่ง Lactate สูง
ยิ่งบ่งบอกถึง Tissue Hypoperfusion ที่รุนแรง
ดังนั้นการติดตาม Lactate Trend จึงสำคัญมากในการประเมินการตอบสนองต่อการรักษ า
Hemodynamic Profile ที่พบบ่อย
ลักษณะเด่นของ Cardiogenic Shock
● Cardiac Output ↓
● Cardiac Index ↓
● Blood Pressure ↓
● SVR ↑
● PCWP ↑
พูดง่าย ๆ คือ
“หัวใจปั๊มไม่ออก แต่เลือดกลับคั่ง”
การรักษา : เป้าหมายคือฟื้นฟู Perfusion
หลักการรักษา
1. แก้ไขสาเหตุ
หากเกิดจาก STEMI
ต้องรีบทำ PCI
เพราะการเปิดหลอดเลือดเร็วที่สุด
คือการช่วยชีวิตที่ดีที่สุด
2. เพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ
เช่น
● Dobutamine
● Milrinone
3. เพิ่มความดันโลหิต
เช่น
● Norepinephrine
4. Mechanical Support
ในรายรุนแรง
● IABP
● Impella
● VA-ECMO
บทบาทสำคัญของพยาบาล
พยาบาลไม่ได้มีหน้าที่เพียงวัดสัญญาณชีพ
แต่เป็นผู้ที่สามารถตรวจพบภาวะ Shock ได้ก่อนใคร
การประเมิน
ติดตาม
● Blood Pressure
● MAP
● Heart Rate
● Respiratory Rate
● SpO₂
● Mental Status
● Urine Output
การเฝ้าระวัง
● Continuous ECG Monitoring
● Arrhythmia Detection
● Pulmonary Edema
● Organ Dysfunction
การดูแลทางเดินหายใจ
● ประเมิน Respiratory Distress
● Oxygen Therapy
● เตรียมเครื่องช่วยหายใจ
การติดตาม Hemodynamics
● CVP
● Arterial Line
● Cardiac Output Monitoring
การดูแลด้านจิตใจ
ผู้ป่วยมักรู้สึกกลัวอย่างมาก
การอธิบายขั้นตอนการรักษา
การรับฟัง
และการอยู่เคียงข้างผู้ป่วย
มีคุณค่าไม่แพ้ยาใด ๆ
สิ่งที่พยาบาลควรจดจำ
Cardiogenic Shock ไม่ได้เริ่มต้นจากความดันต่ำ
แต่มันเริ่มต้นจากหัวใจที่ไม่สามารถส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ได้เพียงพอ
เมื่อหัวใจล้มเหลว
ปอดจะเริ่มคั่งน้ำ
ไตจะเริ่มหยุดทำงาน
สมองจะเริ่มขาดเลือด
ตับจะเริ่มเสียหน้าที่
และท้ายที่สุด
ทุกอวัยวะจะล้มเหลวตามกันไป
ดังนั้นการประเมินที่รวดเร็ว
การสังเกตอาการผิดปกติที่ละเอียด
และการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ
อาจเป็นความแตกต่างระหว่าง
“การฟื้นกลับมาใช้ชีวิต”
กับ
“ การสูญเสียที่ไม่อาจย้อนกลับ”
เพราะใน Cardiogenic Shock
เราไม่ได้รักษาเพียงหัวใจ
แต่เรากำลังปกป้องทุกอวัยวะในร่างกายให้มีโอกาสมีชีวิตรอดต่อไป








