หลักการทำงานร่วมกันของ ”ระบบป้องกันและดับเพลิง (Fire Protection and Fighting System)“
หลักการทำงานร่วมกันของ "ระบบป้องกันและดับเพลิง (Fire Protection and Fighting System)" ได้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 ส่วนสำคัญ ดังนี้ครับ
1. อุปกรณ์ตรวจจับและแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Detection System)
ระบบนี้ทำหน้าที่เป็น "ตา" และ "จมูก" ในการตรวจพิสูจน์การเกิดเหตุเพื่อแจ้งเตือนให้คนอพยพและส่งสัญญาณให้ระบบอื่นทำงาน
ประเภทของอุปกรณ์ตรวจจับ (Types of Fire Detectors)
Smoke Detector (SD): ตรวจจับอนุภาคควันไฟในระยะเริ่มต้น เหมาะสำหรับออฟฟิศและห้องนอน
Heat Detector (HD): ตรวจจับความร้อนสูง มีทั้งแบบเกณฑ์อุณหภูมิคงที่ (Fixed Temperature) และแบบอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ (Rate of Rise) เหมาะสำหรับห้องครัวและห้องหม้อต้มน้ำ (Boiler Rooms) เพื่อป้องกันการแจ้งเตือนผิดพลาดจากควันทำอาหาร
Flame Detector: ตรวจจับคลื่นรังสี UV/IR จากเปลวไฟโดยตรง เหมาะสำหรับพื้นที่เสี่ยงสูง เช่น โรงงานน้ำมันและแก๊ส
Gas Detector: ตรวจจับแก๊สไวไฟหรือแก๊สพิษ เช่น LPG, CO, H_2S นิยมใช้ในอาคารจอดรถและห้องเก็บแก๊ส
Beam Smoke Detector: ใช้ลำแสงในการตรวจจับควันในพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ เช่น คลังสินค้าหรือหอประชุม
Aspirating Smoke Detector: ระบบสุ่มตรวจจับควันแบบสุ่มดูดอากาศผ่านท่อวิเคราะห์ มีความไวสูงมากในการตรวจจับระยะแรกเริ่ม (Very Early Detection) เหมาะกับห้องเซิร์ฟเวอร์และ Data Center
Multi-Sensor Detector (HSD): ผสมผสานการตรวจจับทั้งควันและความร้อนร่วมกันเพื่อความแม่นยำสูง นิยมใช้ในโรงพยาบาลและโรงแรม
Manual Call Point (MCP): อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือ ให้บุคคลที่พบเห็นเหตุการณ์กดแจ้งเตือนระบบด้วยตัวเอง มักติดตั้งใกล้ประตูทางออกและโถงทางเดิน
2. หัวกระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ (Fire Sprinkler System)
ทำหน้าที่เป็นระบบดับเพลิงอัตโนมัติขั้นต้นด่านแรก โดยจะทำงานเฉพาะจุดที่เกิดความร้อนสูงเท่านั้น
โครงสร้างและหลักการทำงานของหัวสปริงเกอร์ (Sprinkler Head Function)
1. Heat Sensing: เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ความร้อนจะส่งไปที่กระเปาะแก้ว (Glass Bulb) หรือ ลิงก์โลหะหลอมละลาย (Fusible Link) ที่ไวต่ออุณหภูมิ
2. Automatic Activation: เมื่ออุณหภูมิสูงถึงเกณฑ์ (เช่น สีแดงที่ 68^\circ\text{C} หรือ 155^\circ\text{F}) ลิงก์จะละลายหรือกระเปาะแก้วจะแตกออก ทำให้อุปกรณ์ซีล (Orifice Cap / Sealing Assembly) หลุดออกและปล่อยให้น้ำพุ่งออกมา
3. Water Distribution: น้ำที่พุ่งออกมาจะปะทะกับแผ่นกระจายน้ำ (Deflector) ทำให้น้ำกระจายเป็นฝอยครอบคลุมพื้นที่ 360 องศา เพื่อควบคุมและดับไฟอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที
การแบ่งแถบสีตามระดับอุณหภูมิ (Bulb Operating Temperature)
การเลือกหัวสปริงเกอร์ต้องเลือกให้เหมาะกับอุณหภูมิใช้งานของพื้นที่นั้นๆ:
สีส้ม: 57^\circ\text{C} (135^\circ\text{F})
สีแดง: 68^\circ\text{C} (155^\circ\text{F})
สีเหลือง: 79^\circ\text{C} (174^\circ\text{F})
สีเขียว: 93^\circ\text{C} (200^\circ\text{F})
สีน้ำเงิน: 141^\circ\text{C} (286^\circ\text{F})
สีม่วง: 182^\circ\text{C} (360^\circ\text{F})
สีดำ: 227^\circ\text{C} (440^\circ\text{F})
รูปแบบการติดตั้งหัวสปริงเกอร์ (Types of Sprinklers)
Pendant: ห้อยตัวลงมาจากเพดาน
Upright: ตั้งป้อนชี้ขึ้นด้านบนอยู่บนท่อ
Sidewall: ติดตั้งข้างผนัง พ่นน้ำแนวราบ
Concealed / Flush Recessed: ซ่อนอยู่หลังแผ่นครอบตกแต่ง หรือระนาบเดียวกับฝ้าเพื่อความสวยงาม
Dry: สำหรับพื้นที่ที่มีอากาศหนาวจัดเพื่อป้องกันน้ำในท่อแข็งตัว
ESFR (Early Suppression Fast Response): จ่ายน้ำ แรงดันสูง ปริมาณมาก และตอบสนองเร็วพิเศษ เหมาะสำหรับคลังสินค้า
Extended Coverage / CMSA: ออกแบบมาสำหรับการครอบคลุมพื้นที่กว้าง หรือควบคุมตามลักษณะงานเฉพาะ
การออกแบบความหนาแน่นและระยะห่าง (K-Factor Selectionตาม NFPA 13)
Light Hazard (เสี่ยงน้อย): ความหนาแน่นน้ำ 0.05 ถึง 0.10 gpm/\text{ft}^2 ระยะห่าง 15\text{ ft} \times 15\text{ ft}
Ordinary Hazard (เสี่ยงปานกลาง): ความหนาแน่นน้ำ 0.10 ถึง 0.20 gpm/\text{ft}^2 ระยะห่าง 12\text{ ft} \times 12\text{ ft}
Extra Hazard (เสี่ยงสูง): ความหนาแน่นน้ำ 0.15 ถึง 0.30 gpm/\text{ft}^2 ระยะห่าง 12.8\text{ ft} \times 17\text{ ft}
3. ระบบส่งน้ำและวาล์วควบคุม (Fire Fighting & Hydrant System)
โครงสร้างพื้นฐานในการขับเคลื่อนน้ำไปสู่จุดเกิดเหตุ ประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้:
Fire Pumps (ปั๊มน้ำดับเพลิง):
Jockey Pump: ปั๊มขนาดเล็กทำหน้าที่รักษาแรงดัน (Pressure Maintenance) ในระบบท่อไม่ให้ตกเมื่อเกิดการรั่วซึมซึมเล็กๆ น้อยๆ
Main Pump (ELP/DEP): ปั๊มหลักแรงดันสูง โดยมีทั้ง Electric Fire Pump (ELP) ที่ใช้ไฟฟ้าเป็นระบบขับเคลื่อนหลัก และ Diesel Engine Driven Fire Pump (DEP) เครื่องยนต์ดีเซลที่ทำหน้าที่เป็นปั๊มสำรอง (Backup) กรณีที่เกิดไฟดับ
Important Valves (วาล์วสำคัญ):
GV (Gate Valve): วาล์วประตูน้ำใช้ เปิด/ปิด ควบคุมการไหลหลัก
BFV (Butterfly Valve): วาล์วปีกผีเสื้อเปิด/ปิด ได้รวดเร็ว
NRV (Non-Return Valve / Check Valve): วาล์วกันน้ำย้อนกลับ
PRV / PSV / ARV: วาล์วลดแรงดันและวาล์วระบายแรงดันส่วนเกิน เพื่อความปลอดภัยของระบบท่อ
Fire Hydrant & Storage: ประกอบด้วยหัวรับน้ำ/จ่ายน้ำดับเพลิง (FH), ตู้สายฉีดน้ำดับเพลิงอาคาร (FHC), ท่อตั้งจ่ายน้ำ (Riser) และถังเก็บน้ำดับเพลิงใต้ดิน (Underground Fire Water Tanks)
4. ถังดับเพลิงยกหิ้วจำแนกตามประเภทของไฟ (Fire Extinguishers)
ใช้สำหรับการเข้าดับเพลิงขั้นต้นโดยมนุษย์ก่อนที่ระบบอัตโนมัติจะทำงาน หรือใช้ในจุดเฉพาะ โดยต้องเลือกให้ถูกประเภทกับ สามเหลี่ยมไฟ (Fire Triangle: Heat + Fuel + Oxygen) ซึ่งในภาษาโปรตุเกสจากภาพ แบ่งประเภทได้ดังนี้:
Classe A (Água / Espuma): ถังประเภทน้ำหรือโฟม เหมาะสำหรับดับสิ่งของของแข็งที่เป็นเชื้อเพลิงทั่วไป เช่น กระดาษ, ไม้ และผ้า
Classe B (Pó Químico Seco): ถังผงเคมีแห้ง (หรือถังโฟม) สำหรับดับเพลิงที่เกิดจากของเหลวไวไฟและแก๊สไวไฟ
Classe C (CO_2 / Pó Químico): ถังคาร์บอนไดออกไซด์หรือผงเคมีแห้ง เหมาะสำหรับดับเพลิงที่เกิดกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ (ไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้า)
Classe D (Pó Químico Especial): ผงเคมีสูตรพิเศษสำหรับดับเพลิงที่เกิดจากโลหะติดไฟ
Classe K (Pó Químico ABC / K): ออกแบบมาเฉพาะสำหรับเพลิงไหม้ในครัวที่เกิดจากน้ำมันและไขมันในการทำอาหาร
5. หน่วยบรรเทาสาธารณภัย (Fire Tenders / รถดับเพลิง)
เมื่อเหตุการณ์รุนแรงเกินกว่าที่ระบบในอาคารจะควบคุมได้ รถดับเพลิงประเภทต่างๆ จะเข้ามาสนับสนุน:
WFT (Water Tender): รถบรรทุกน้ำดับเพลิงหลัก
TFT (Foam Tender): รถดับเพลิงระบบโฟมสำหรับคุมเพลิงสารเคมี/น้ำมัน
HRT (Hydraulic Rescue Tender): รถช่วยเหลือพร้อมอุปกรณ์ตัดถ่างไฮดรอลิก
MLFT (Multi-Purpose Tender): รถดับเพลิงอเนกประสงค์รองรับงานหลากหลายรูปแบบ
บทวิเคราะห์สรุปการทำงานร่วมกัน (System Integration)
หากเกิดเพลิงไหม้ ระบบตรวจจับ (Detection) หรือ หัวสปริงเกอร์ (Sprinkler) จะทำงานเป็นอันดับแรก -> เมื่อสปริงเกอร์แตก น้ำจะพุ่งสเปรย์ดับไฟและส่งผลให้แรงดันในระบบท่อลดลง -> Jockey Pump และ Main Pump จะตรวจจับแรงดันที่ตกและสตาร์ทเครื่องอัตโนมัติเพื่ออัดน้ำแรงดันสูงมาเติม -> ในขณะเดียวกัน มนุษย์สามารถใช้ ถังดับเพลิง (Extinguisher) หรือ สายฉีดน้ำ (FHC) ช่วยระงับเหตุร่วมด้วย และหากรุนแรงขึ้น รถดับเพลิง (Fire Tenders) จะเข้ามาต่อหัวรับน้ำภายนอกอาคารเพื่อส่งน้ำช่วยเหลือทันทีครับ
















