ยิ่งเข้าใจพัฒนาการ ยิ่งเข้าใจว่าลูกกำลังบอกอะไรเรา 🤍
ฟีบัสเพิ่ง 4 เดือนเอง
แต่ช่วงนี้หม่ามี้รู้สึกว่าตัวเองชอบอ่านเรื่องเด็กมากขึ้นเรื่อย ๆ
บางทีก็อ่านเรื่องพัฒนาการ
บางทีก็อ่านเรื่องการนอน
บางทีก็อ่านเรื่องอารมณ์
บางทีก็อ่านเรื่องพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เด็กวัยนี้ทำ
ไม่ได้อ่านเพราะอยากเลี้ยงลูกให้เป๊ะนะ
หม่ามี้ไม่ได้คิดว ่าฟีบัสจะต้องทำทุกอย่างได้ตรงตามตาราง หรือจะต้องเป็นเด็กที่พัฒนาการเหมือนในหนังสือทุกข้อ
จริง ๆ แล้วหม่ามี้ก็ไม่ได้อ่านทุกอย่างแล้วเอามานั่งกังวลด้วย
แค่เป็นคนชอบรู้มากกว่า
พอมีลูกก็เลยรู้สึกว่า เรื่องที่เมื่อก่อนไม่เคยสนใจ กลายเป็นเรื่องที่อยากรู้ขึ้นมาเฉย ๆ
เพราะก่อนมีลูก เราอาจเห็นเด็กคนหนึ่งร้อง แล้วก็เห็นแค่ว่าเขาร้อง
แต่พอมีลูกเอง เราเริ่มรู้ว่าเบื้องหลังเสียงร้องหนึ่งครั้ง อาจมีอะไรอยู่ตั้งหลายอย่าง
หิวก็ร้อง
ง่วงก็ร้อง
ไม่สบายตัวก็ร้อง
เหนื่อยก็ร้อง
อยากให้อุ้มก็ร้อง
ตกใจก็ร้อง
รับสิ่งเร้ามากเกินไปก็อาจร้อง
แล้วเด็กบางวัยยังไม่มีวิธีบอกเราเป็นคำพูดด้วยซ้ำว่า “หนูไม่โอเค”
ฟีบัสก็เหมือนกัน
บางทีหม่ามี้มองหน้าแล้วก็พยายามแปลกันอยู่เลยว่า วันนี้หนูเป็นอะไรนะ
บางครั้งเดาถูก
บางครั้งเดาผิด
บางครั้งลองไปตั้งหลายอย่างกว่าจะเจอว่า อ๋อ…ที่แท้เป็นเรื่องนี้เอง 😂
เพราะแบบนี้มั้ง หม่ามี้ถึงรู้สึกว่าการอ่านเรื่องพัฒนาการมีประโยชน์
มันไม่ได้ทำให้เรารู้คำตอบทุกอย่าง
แต่มันทำให้เรามี “ข้อมูล” เพิ่มขึ้นเวลามองลูก
จากที่เห็นแค่พฤติกรรม เราอาจเริ่มมองเห็นพัฒนาการที่อยู่ข้างหลังพฤติกรรมนั้นด้วย
อย่างเด็กวัยเล็ก ๆ ที่ขยับตัวไปมา เอามือเข้าปาก มองนั่นมองนี่ หรือทำอะไรซ้ำ ๆ
เมื่อก่อนเราอาจคิดว่า “ทำอะไรของเขานะ”
แต่พอรู้ว่าเด็กกำลังเรียนรู้ร่างกายของตัวเ อง กำลังสำรวจสิ่งรอบตัว และกำลังสร้างทักษะใหม่ ๆ เราก็เริ่มมองสิ่งเดิมไม่เหมือนเดิม
มันน่ารักดีนะ
เหมือนเราได้เห็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน แต่ถ้าไม่รู้เรื่องพัฒนาการ เราอาจไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าจริง ๆ แล้วลูกกำลังเรียนรู้อะไรอยู่
แล้วมีอีกเรื่องหนึ่งที่หม่ามี้รู้สึกว่าสำคัญมาก
คือการที่เราเข้าใจพัฒนาการของเด็ก มันช่วยให้เราไม่รีบเอาความสามารถของผู้ใหญ่ไปวัดกับเด็ก
ผู้ใหญ่หิวก็พูดได้
ง่วงก็บอกได้
ไม่ชอบอะไรก็บอกเหตุผลได้
โกรธก็อธิบายได้ว่าโกรธเพราะอะไร
แต่เด็กยังทำแบบนั้นไม่ได้ทั้งหมด
ความสามารถหลายอย่างต้องค่อย ๆ พัฒนาไปตามเวลา
โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมอารมณ์ การยับยั้งตัวเอง กา รสื่อสารความต้องการ หรือการเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง
เพราะฉะนั้นบางครั้งสิ่งที่ผู้ใหญ่ตีความว่า “ทำไมถึงทำแบบนี้” อาจเป็นสิ่งที่เด็กยังไม่มีความสามารถพอจะจัดการด้วยตัวเองก็ได้
หม่ามี้ว่าการรู้ตรงนี้ช่วยเปลี่ยนวิธีมองเด็กได้เยอะเลย
ไม่ใช่การมองว่าเด็กทำอะไรก็ไม่ผิดนะ
แต่เป็นการมองว่า ก่อนที่เราจะตัดสินพฤติกรรมหนึ่ง เราอาจลองดูด้วยว่า เด็กวัยนั้นมีความสามารถที่จะทำได้แค่ไหน
เพราะ “ยังทำไม่ได้” กับ “ไม่ยอมทำ” มันไม่เหมือนกัน
และ “กำลังเรียนรู้” กับ “ตั้งใจจะกวน” ก็ไม่เหมือนกันอีก
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่หม่ามี้ชอบพูดเรื่อง “เข้าใจลูกตามพัฒนาการ”
เพราะหม่ามี้ไม่ได้หมายถึงการหาเหตุผลเข้าข้างเ ด็ก
แล้วก็ไม่ได้หมายถึงการบอกว่า ถ้าลูกทำอะไรไม่ดี เราต้องปล่อยผ่านเพราะเขายังเล็ก
ไม่ใช่แบบนั้นเลย
หม่ามี้คิดว่า ถ้าวันหนึ่งฟีบัสโตขึ้น แล้วมีพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสม หม่ามี้ก็ยังต้องสอนเขา
สิ่งไหนทำได้
สิ่งไหนทำไม่ได้
อะไรทำให้คนอื่นเดือดร้อน
อะไรที่ต้องรับผิดชอบ
อะไรที่ต้องขอโทษ
เรื่องพวกนี้ยังสำคัญเหมือนเดิม
เพียงแต่หม่ามี้อยากเข้าใจเขาก่อน
อยากรู้ว่าเขาทำแบบนั้นเพราะอะไร
เป็นเพราะวัยของเขา
เพราะยังขาดทักษะบางอย่าง
เพราะมีความต้องการบางอย่างที่ยังสื่อสารออกมาไม่ได้
หรือเพราะเป็นพฤติกรรมที่ต้องได้รับการสอนจริง ๆ
เพราะถ้าเราไม่รู้เลย บางทีเราจะเหมารวมทุกอย่างว่า “ดื้อ”
แล้วพอเห็นคำว่า “ดื้อ” เราก็อาจคิดต่อทันทีว่า ต้องแก้ ต้องห้าม ต้องลงโทษ
ทั้งที่จริง ๆ แล้วพฤติกรรมเดียวกันอาจมีสาเหตุไม่เหมือนกันเลย
หม่ามี้เลยรู้สึกว่า การศึกษาพัฒนาการมันไม่ได้ทำให้เรา “ตามใจลูก” มากขึ้น
แต่มันทำให้เราตอบสนองต่อลูกได้ละเอียดขึ้น
เหมือนจากเดิมที่เห็นแค่
“ลูกกำลังร้อง”
เราค่อย ๆ เริ่มคิดว่า
“เขากำลังสื่อสารอะไรอยู่?”
แล้วถ้าเป็น
“ลูกไม่ยอมทำสิ่งนี้”
เราก็อาจลองคิดเพิ่มว่า
“เขายังทำไม่ได้ หรือเขาไม่เข้าใจ หรือมีเหตุผลอะไรอยู่ข้างหลังหรือเปล่า?”
มันไม่ได้แปลว่าเราจะต้องยอม
บาง เรื่องเราก็ยังต้องบอกว่าไม่ได้
บางเรื่องเราก็ยังต้องหยุดพฤติกรรม
บางเรื่องก็ต้องตั้งขอบเขต
แต่เราสามารถทำทั้งหมดนั้นไปพร้อมกับการเข้าใจลูกได้
หม่ามี้ว่ามันเหมือนเราพยายามแยกให้ออกว่า
“พฤติกรรมนี้ไม่โอเค”
กับ
“ลูกเป็นเด็กไม่โอเค”
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันเลย
พฤติกรรมบางอย่างแก้ได้
ทักษะบางอย่างฝึกได้
ความรู้บางอย่างสอนได้
แต่ถ้าเราเอาพฤติกรรมหนึ่งไปกลายเป็นตัวตนของเด็ก มันอาจทำให้เราเริ่มมองเขาแบบนั้นไปเรื่อย ๆ
อันนี้แหละที่หม่ามี้อยากระวัง
เพราะตอนนี้ฟีบัสยังเล็กมาก
เขายังไม่ได้มีนิสัยตายตัวอะไรขนาดนั้นหรอก
หลายอย่างที่เราเห็นวันนี้ เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้โลก เรียนรู้ร่างกายตัวเอง และค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะสื่อสารกับคนรอบข้างยังไง
หม่ามี้เองก็เหมือนกัน
กำลังเรียนรู้ว่าเสียงร้องแบบนี้ต่างจากแบบนั้นยังไง
กำลังเรียนรู้ว่าลูกชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
กำลังเรียนรู้ว่าบางวันที่เขางอแงไม่ได้แปลว่ามีอะไรผิดเสมอไป
และกำลังเรียนรู้ว่า บางครั้งสิ่งที่ลูกต้องการอาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรก
ยิ่งเลี้ยงก็ยิ่งรู้สึกว่า การเลี้ยงเด็กไม่ได้มีแค่เรื่อง “สอนลูก”
มันมีเรื่อง “ทำความรู้จักลูก” อยู่ด้วย
แล้วบางทีการอ่านหนังสือ อ่านข้อมูล หรือหาความรู้เกี่ยวกับเด็ก ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำความรู้จักเขานี่แหละ
หม่ามี้ไม่ได้อยากเป็นแม่ที่รู้ทุกเรื่อง
เพราะเอาจริง ๆ ต่อให้อ่านเยอะแค่ไหน ลูกของเราก็ยังเป็นลูกของเราอยู่ดี 😂
ข้อมูลบอกเราได้ว่าเด็กวัยนี้โดยทั่วไปเป็นยังไง
แต่ฟีบัสก็ยังเป็นฟีบัส
เขามีจังหวะของเขา
มีอารมณ์ของเขา
มีความชอบของเขา
และมีวันที่ไม่เหมือนกันในแต่ละวัน
หม่ามี้เลยไม่ได้อ่านเพื่อเอาฟีบัสไปเทียบกับใคร
แต่อ่านเพื่อให้ตัวเองมีแว่นอีกอันไว้ใช้มองเขา
วันที่เหนื่อย หม่ามี้ก็ยังเหนื่อย
วันที่ลูกงอแง หม่ามี้ก็ยังอยากรู้ว่าเมื่อไหร่จะหยุด 😂
ไม่ได้กลายเป็นแม่ใจเย็นตลอดเวลาเพราะอ่านพัฒนาการหรอก
แต่บางทีความรู้เล็ก ๆ ที่เรามี ก็ช่วยให้เราหยุดตัวเองได้หนึ่งจังหวะ
หยุดก่อนจะคิดว่า
“ทำไมเป็นแบบนี้อีกแล้ว”
แล้วลองคิดว่า
“ฟีบัสกำลังเรียนรู้อะไรอยู่หรือเปล่านะ?”
สำหรับหม่ามี้ นั่นแหละคือเหตุผลที่อยากเข้าใจลูกตามพัฒนาการ
ไม่ใช่เพื่อทำให้ทุกอย่างที่ลูกทำ “ถูก”
แต่เพื่อให้เวลาที่วันหนึ่งต้องบอกฟีบัสว่าอะไรถูกหรือผิด หม่ามี้จะได้ไม่ลืมไปว่า เขาก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้
ตอนนี้ฟีบัสเพิ่ง 4 เดือน
ยังมีเรื่องอีกตั้งเยอะที่หม่ามี้ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับเขา
วันนี้อาจเป็นเรื่องการร้อง การนอน การกิน การเล่น
วันข้างหน้าอาจเป็นเรื่องอารมณ์ การสื่อสาร การเข้าสังคม หรือเรื่องอื่น ๆ ที่หม่ามี้ยังนึกไม่ถึง
ก็คงค่อย ๆ เรียนรู้กันไปทีละช่วง
ฟีบัสกำลังเรียนรู้โลกของเขา
ส่วนหม่ามี้ก็กำลังเรียนรู้ฟีบัสในแต่ละวัน
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่หม่ามี้ชอบอ่านเรื่องพัฒนาการของเด็ก
ไม่ใช่เพราะอยากรู้ทุกอย่างล่วงหน้า
ไม่ใช่เพราะอยากให้ลูกเป็นไปตามตำรา
แค่อยากรู้จักลูกให้มากขึ้นอีกนิด
เพื่อเวลาที่ฟีบัสกำลังพยายามบอกอะไรบางอย่างในแบบของเขา หม่ามี้จะได้พอเข้าใจว่าเขาอาจกำลังสื่ออะไรอยู่
ตอนนี้ฟีบัสยังพูดกับหม่ามี้ไม่ได้ทุกอย่าง
หม่ามี้ก็เลยต้องค่อย ๆ เรียนรู้ภาษาของเขาไป
แล้วหม่ามี้คิดว่า…
การเลี้ยงฟีบัสอาจไม่ใช่แค่การที่หม่ามี้สอนเขาให้รู้จักโลกใบนี้
แต่ในทุก ๆ วัน ฟีบัสก็กำลังสอนหม่ามี้ให้รู้จักโลกของเขาเหมือนกัน 🤍
#พัฒนาการลูก #เข้าใจลูก #เลี้ยงลูกเชิงบวก #แม่และเด็ก #ฟีบัส
























































