ในสมัยพุทธกาล วันหนึ่ง ชายคนหนึ่งออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เห็นพระภิกษุยืนห่มจีวรอยู่ในวัด โดยสถานที่ห่มจีวรนั้นมีหญ้างอกชายจีวรจึงเกลือกกลั้วกับหญ้าที่เปียกหยาดน้ำค้าง เขาเห็นแล้วคิดว่า "เราควรถากหญ้าบริเวณนั้น"ในวันรุ่งขึ้น เขาจึงถือจอบไปถากที่นั้นจนเตียนโล่ง
ในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระภิกษุมาห่มจีวรที่ตรงนั้นเขาเห็นชายจีวรของพระภิกษุรูปหนึ่งตกลงบนพื้นดินจึงเปื้อนฝุ่น จึงคิดว่า "เราควรเกลี่ยทรายลงในที่นี้" แล้วขนทรายมาเกลี่ยลงในที่นั้น
ต่อมาอีกวันช่วงก่อนเพลมีแดดกล้า เขาเห็นเหล่าพระภิกษุกำลังห่มจีวรอยู่ในที่นั้น เห็นเหงื่อไหลออกจากกายของพวกท่าน จึงคิดว่า "เราควรสร้างมณฑปในที่นี้" แล้วจึงสร้างมณฑปขึ้น
รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ฝนพรำแต่เช้าตรู่ เขาเห็นพวกภิกษุมีจีวรเปียก จึงคิดว่า "เราควรสร้างศาลาในที่นี้" แล้วจึงสร้างศาลาขึ้นและคิดว่า "บัดนี้เราควรทำบุญฉลองศาลา"
เขาจึงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้ภิกษุทั้งหลายนั่งทั้งภายในภายนอกศาลานั้นแล้ว ถวายภัตตาหาร ในเวลาเสร็จภัตกิจ เขาได้กราบทูลเล่าบุญทั้งหมดที่ทำมาให้พระพุทธองค์ทราบ ได้แก่ ถากหญ้า ถมทราย สร้างมณฑป และสร้ างศาลา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอนุโมทนาว่า "อะนุปุพเพนะ เมธาวี โถกัง โถกัง ขะเณ ขะเณ กัมมาโร ระชะตัสเสวะ นิทธะเม มะละมัตตะโน แปลว่า ผู้มีปัญญา สร้างบุญกุศลอยู่คราวละน้อยๆโดยลำดับ จะกำจัดมลทินคือกิเลสของตนได้ เหมือนช่างทองปัดเป่าสนิมทอง ฉะนั้น" เมื่อจบพระธรรมเทศนาชายนั้นได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน
คำอธิบาย ข้อคิด และอ้างอิง
1. มณฑปหมายถึง สถาปัตยกรรมชนิดหนึ่งฐานล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สร้างด้วยไม้ หรือก่ออิฐถือปูน ยอดหลังคาเป็นทรงจอมแหปกติสร้างไว้สำหรับประดิษฐานสิ่งที่เคารพสักการะ เช่นพระพุทธรูป พระไตรปิฎกเป็นต้น ในที่นี้สร้างไว้สำหรับให้พระภิกษุใช้เป็นสถานที่ห่มจีวร
2. บุญทุกบุญที่เราทำไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือบุญใหญ่ เช่น กวาดวัด ถากหญ้า ถวายภัตตาหาร หรือสร้างศาลา ล้วนช่วยชำระล้างใจของเราให้สะอาดจากมลทินคือกิเลสทั้งสิ้น และเมื่อสั่งสมบุญจนมากพอแล้วก็จะได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลในที่สุด
3. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 43 หน้า 13 - 15
กราบขอบพระคุณข้อมูลแหล่งที่มา:เพจธรรมะในพระไตรปิฎก โดยพระมหา สมคิด ชยาภิรโต








