ลุกลาม! ‘ปิยบุตร’ ยกทฤษฎี ‘เหมา-ทรอตสกี้’ ป้องพรรคประชาชนปมตั้ง ‘สุรพล’ ชี้ต้องดึงศัตรูเป็นแนวร่วม ก่อนทัวร์ลงซ้ำสอง
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่สร้างแรงสั่นสะเทือนภายในฐานเสียงของ "พรรคประชาชน" อย่างหนัก ภายหลังการเปิดตัว นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เคยมีจุดยืนสนับสนุนการรัฐประหารและเรียกร้องนายกฯ พระราชทาน เข้ามาเป็นที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค นำมาซึ่งกระแสต่อต้านและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากโหวตเตอร์ฝั่งประชาธิปไตย
เพื่อเป็นการลดทอนกระแสต่อต้านและอธิบายยุทธศาสตร์ของพรรค นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าและอดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ข้อความเชิงวิชาการ ยกตัวอย่างทฤษฎีการเมืองของ เหมา เจ๋อตุง (อดีตผู้นำจีน) และ ลีออน ทรอตสกี้ (นักปฏิวัติมาร์กซิสต์รัสเซีย) ว่าด้วยเรื่อง "ยุทธวิธีแนวร่วม" (United Front)
อย่างไรก็ตาม การยกงานเขียนของผู้นำคอมมิวนิสต์สายอำนาจนิยมมาอธิบายในครั้งนี้ กลับทำให้เกิดกระแสตีกลับ (Backlash) อย่างหนักหน่วงกว่าเดิม โดยเฉพาะจากนักวิชาการฝ่ายซ้ายและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคที่มีแนวคิดเสรีนิยม โปรชาติตะวันตก และต่อต้านเผด็จการ
จากการวิเคราะห์เนื้อหาที่นายปิยบุตรโพสต์ สามารถสรุปสาระสำคัญและนัยทางการเมืองที่ต้องการสื่อสารเพื่อปกป้องยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนได้ 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
🔴 1. โมเดล "เหมา เจ๋อตุง" : ความยืดหยุ่น ยอมจับมือศัตรูเพื่อสู้กับภัยที่ใหญ่กว่า
นายปิยบุตรยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตที่ พรรคคอมมิวนิสต์จีน นำโดยเหมา เจ๋อตุง ยอมลดความขัดแย้งและหันไปจับมือกับศัตรูตัวฉกาจอย่าง "พรรคก๊กมินตั๋ง" รวมถึงกลุ่มนายทุนชาติ เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้นคือ "จักรวรรดินิยมญี่ปุ่น"
▪️กำลังพรรคยังไม่พอ: ปิยบุตรชี้ให้เห็นว่าในภาวะที่กำลังของพรรคยังไม่เข้มแข็งพอที่จะชนะเบ็ดเสร็จ การโดดเดี่ยวตัวเอง (ลัทธิปิดประตู) ถือเป็นความผิดพลาด ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องคือต้องสร้าง "แนวร่วม" ที่กว้างขวาง
▪️สู้กับศัตรูหลัก: การดึงผู้ที่เคยอยู่ขั้วตรงข้าม (เช่น นายสุรพล หรือกลุ่มอนุรักษ์นิยม) เข้ามาเป็นแนวร่วม ไม่ใช่การทรยศต่ออุดมการณ์ แต่เป็นการพลิกแพลงทางยุทธวิธีเพื่อต้อน "ศัตรูหลัก" (ระบอบอำนาจในปัจจุบัน) ให้อยู่ในที่แคบ และดึงมวลชนจากฝั่งตรงข้ามมาเป็นพวก
▪️เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร: เป้าหมายแฝงคือการดึงคนเหล่านี้เข้ามาร่วมงาน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางความคิด ยกระดับให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรคในท้ายที่สุด
🔴 2. โมเดล "ลีออน ทรอตสกี้" : รวมการเฉพาะกิจ "แยกกันเดิน ร่วมกันตี"
ในส่วนของทรอตสกี้ นายปิยบุตรยกตัวอย่างบริบทในประเทศเยอรมนีช่วงที่ฮิตเลอร์กำลังเรืองอำนาจ ทรอตสกี้เสนอให้พรร คคอมมิวนิสต์เยอรมัน จับมือกับพรรคสังคมประชาธิปไตย (SPD) ซึ่งเป็นพรรคที่คอมมิวนิสต์เกลียดชังและมองว่าเป็นพวกปฏิรูปจอมปลอม เพื่อเป้าหมายเฉพาะหน้าร่วมกันคือการหยุดยั้งระบอบฟาสซิสต์-นาซี
▪️ไม่ได้ควบรวมอุดมการณ์: การดึงตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาร่วมงาน เป็นเพียง "แนวร่วมเฉพาะกิจ" (United Front) เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองระยะสั้น (เช่น การชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.) ไม่ใช่การควบรวมอุดมการณ์หรือสูญเสียความเป็นอิสระของพรรค
▪️ใช้การต่อสู้ดึงมวลชน: การร่วมมือกันในทางปฏิบัติเพื่อต่อสู้กับปัญหาเฉพาะหน้า จะเป็น "สะพานเชื่อม" ที่ทำให้พรรคก้าวหน้าสามารถซื้อใจและดึงเสียงสนับสนุนจากมวลชนฝั่งอนุรักษ์นิยมหรือชนชั้นกลางที่ยังลังเล ให้หันมาสนับสนุนพรรคได้ในอนาคต
---
ความพยายามของนายปิยบุตรในการใช้ทฤษฎีการเมืองของฝ่ายซ้ายจัด (Marxist-Leninist) เพื่ออธิบายความชอบธรรมในการดึงบุคลากรที่เคยสนับสนุนเผด็จการมาร่วมงานนั้น มีนัยเพื่อบอกโหวตเตอร์ว่า "การเมืองต้องมีความยืดหยุ่น รู้จักจัดลำดับความสำคัญของศัตรู และไม่ควรบริสุทธิ์นิยมจนโดดเดี่ยวตัวเอง"
แต่ความผิดพลาดในเชิงการสื่อสารคือ การหยิบยกตัวละครทางประวัติศาสตร์อย่าง "เหมา-ทรอตสกี้" ซึ่งมีภาพจำผูกติดกับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จและการนองเลือด มาใช้อธิบายกับฐานเสียงพรรคประชาชนที่เชิดชูสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม จึงนำมาซึ่งความไม่พอใจและการตั้งคำถามถึงทิศทางของพรรคที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม


































































เป็นถึงอาจารย์มหาลัย แต่คิดจะล้มล้างสถาบัน ในอดีตถ้าไม่พระมหากษัตริย์เป็นเป็นผู้นำประชาชน.ไทยจะได้เป็นไทยถึงทุกวันนี้(ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศใด