ปฏิบัติเป็นภาระ
ปฏิบัติเกื้อหนุนการงาน
หรือปฏิบัติเป็นงานหลัก
ขึ้นอยู่กับก้าวหน้ามาถึงไหน
หากยังมองการปฏิบัติธรรม
เป็นการทำท่าทำทาง
เป็นการเอาโล่ตามใคร
เป็นการต้องฝืนใจตัวเอง
ความรู้สึกจะเป็นว่า
ไม่รู้จะทำไปทำไม
บังคับตัวเองให้หลับตานิ่ง
บังคับตัวเองให้จดจ่อเชื่องช้า
บังคับตัวเองให้คิดซ้ำๆถึงคำที่ไม่อยากคิด
อย่างนี้ปฏิบัติเพื่อเป็นภาระหนักเพิ่มเติม
ให้กับใจที่หนักอึ้งด้วยภารกิจอื่นอยู่แล้ว
แต่หากปฏิบัติธรรม
มาจนถึงการพลิกมุมมอง
เกี่ยวกับตัวเองออกมาจากข้างใน
ยิ่งมองไป ยิ่งไม่เห็นตัวเอง
ยิ่งมองยิ่งเห็นแต่ภาวะทางกาย
ที่ปรากฏครู่หนึ่งแล้วเปลี่ยนไป
จากหายใจเข้าเป็นหายใจออก
จากหายใจออกเป็นหยุด
จากลมยาวเป็นสั้น จากลมสั้นเป็นยาว
จากเกร็งเป็นคลาย
จากสบายเป็นอึดอัด
อย่างนี้ จึงปฏิบัติแบบไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง
แต่ทำเพื่อให้ตัวเองหายไปจากใจ
จิตจึงใส ใจจึงเบายิ่งขึ้นเรื่อยๆ
และนั่นเอง ความเครียดในชีวิตประจำวัน
จึงลดระดับลงแบบฮวบฮาบ
ตื่นเช้าอย่างมีสมาธิมากขึ้น
พร้อมจะรบกับภาระหนักในชีวิตได้ดีขึ้น
ที่ขั้นนี้ การปฏิบัติธรรม
จึงกลายเป็นสิ่งเกื้อหนุนการงาน
ไม่ใช่เพิ่มงาน เพิ่มภาระให้ตัวเอง
และหากการปฏิบัติธรรม
มาถึงขั้นที่เห็นได้เรื่อยๆเป็นปกติว่า
ลมหายใจที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ตัวฉัน
ความอึดอัดที่หายไป ไม่ใช่ตัวฉัน
จิตที่เลิกฟุ้ง ไม่ใช่ตัวฉัน
แม้ความคิดว่าไม่มีฉัน ก็ไม่ใช่ตัวฉัน
อะไรๆล้วนหายไป
กลายเป็นหลักฐานของความไม่มีตัวตนทั้งสิ้น
นอกจากก้อนทุกข์ชั่วคราว
ไม่มีใครเกิดมา
นอกจากก้อนทุกข์ชั่วคราว
ไม่มีใครตายไป
เมื่อเกิดสมาธิอันโปร่งเบา
เห็นออกมาจากภายใน
ถึงความเป็นเช่นนั้นนับวัน
หรือต่อเนื่องเป็นเดือนๆ
ความรู้สึกจะต่างไปอีกแบบ
งานหลักกลายเป็นการปฏิบัติธรรม
งานรองคือการเลี้ยงชีพตามวิสัยโลก
เพื่อให้การปฏิบัติธรรมไปต่อได้เรื่อยๆ!
Cr. เพจ #Dungtrin

























สาธุค่ะ