ฝึกตนให้เป็นผู้มีปัญญา 5 วิธีแบบง่ายๆ📚💡✨️
1. หยุดพูดในสิ่งไม่ดี
(เป็นนายของใจหรือเป็นทาสของใจก็อยู่ตรงนี้)
เพราะคำพูดคือประตูด่านแรกที่ส่งผลต่อชีวิต คนพูดจาแง่ร้าย พูดมากเกินไป บ่นตลอดเวลา หรือวิจารณ์ตลอดเวลา ย่อมเสียเวลาชีวิตโดยใช่เหตุ คำพูดของเรา คำพูดของผู้อื่นนั้นเป็นเพียงลมปาก ชีวิตของเราจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่การกระทำมากกว่าคำพูด ส่วนชีวิตคนอื่นจะดีหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของเรา นิ่งสงบไว้บ้าง จึงเป็นการดีต่อตนเองและผู้อื่น เมื่อควบคุมคำพูดได้เป็นอย่างดีแล้ว ก็แสดงให้เห็นว่า เราสามารถเอาชนะตนเองได้ตามสมควร แม้ควบคุมคำพูดไม่ได้เลย หนทางที่จะชนะตนเองได้ก็คงยากเต็มที
2. ฝึกตื่นเช้า/นอนเร็ว
(เป็นนายของเวลา หรือเป็นทาสของเวลาก็อยู่ตรงนี้)
เวลาตื่นนอนเป็นหัวใจชีวิต เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตที่สอดคล้องไปกับธรรมชาติ เราไม่มีวันเอาชนะธรรมชาติได้ เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมื่อคนเราควบคุมเวลาตื่นนอนได้ ย่อมควบคุมเวลาชีวิตได้ ถ้าควบคุมเวลาดังกล่าวไม่ได้ ชีวิตของเราก็จะรวนไปทั้งวัน เวลาจะหดลง ภาระจะเพิ่มขึ้น อะไรที่ควรทำจะไม่ได้ทำ ชีวิตที่ควรราบเรียบจะยุ่งเหยิงเป็นทวีคูณ เป็นอันว่าการบริหารเวลาอย่างประสิทธิภาพจ ะไม่มีวันเกิดขึ้น สุขภาพจิต และสุขกายจะเริ่มเสียหายไปทีละน้อย พลังชีวิตจะเข้าสู่ภาวะถดถอยไปเป็นลำดับ
3. ฝึกลดความต้องการของชีวิต
(เป็นนายของเงิน หรือเป็นทาสของเงินก็อยู่ที่ตรงนี้)
ความต้องการโดยส่วนใหญ่ของคนเรานั้น เป็นไปตามกิเลส และมักเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นไปด้วยความโลภ เป็นไปด้วยการพอกพูนอัตตาตัวตน ดังนั้น เมื่อเราสามารถบรรเทาความต้องการให้ลดลง ชีวิตย่อมง่ายและมีคุณค่ามากขึ้น เริ่มจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นเรื่องการตามใจปาก อยากกินอะไร ลองงดเว้นสิ่งนั้นดูบ้าง อยากทำอะไร ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ก็ลองไม่ตามใจตนเองดูบ้าง อยากไปเที่ยว ลองไม่ไปเที่ยว อยากได้อะไรใหม่ๆ ลองไม่ซื้อไม่หา ใจมันหวงอะไรเอาไว้ ก็ลองสละสิ่งนั้นมอบให้คนอื่น เป็นการดัดนิสัยขี้หวงของตนเอง ฝึกละความอยากจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ แล้วความอยากในเรื่องใหญ่ๆ ก็จะลดลงเป็นลำดับ
4. ฝึกอยู่กับตนเองให้เป็น
(เป็นนายของความคิด หรือเป็นทาสของความคิดก็อยู่ตรงนี้)
การอยู่คนเดียวเงียบๆ เป็นเรื่องที่ควรทำให้เป็นปกติ ไม่ใช่เรื่องที่นานๆ ครั้งค่อยทำ เป็นความจำเป็น เป็นสิ่งที่ควรจัดสรรให้เกิดขึ้น เพราะการอยู่กับความเงียบจะทำให้เราเห็นความคิด นำไปสู่การเข้าใจตนเองในขั้นลึก สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นเมื่อเราเปิดอินเตอร์เน็ต โทรทัศน์ วิทยุ ไม่อาจเกิดขึ้นเมื่อเราอ่านหนังสือ พูดคุยกับเพื่อน หรือสนใจสิ่งนอกตัว ปัญหาของคนทุกวันนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการไม่รู้จักตนเอง เราจะรู้จักตนเองได้อย่างไรถ้าเราไม่มีเวลาให้ตนเอง จงปิดทุกเสียงในโลก เพื่อฟังเสียงตนเองทุกวัน แล้วเราจะเป็นผู้ควบคุมความคิดของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ฝึกคิดอย่างผู้เท่าทันโลก
(เป็นผู้เท่าทันความจริง หรือถูกความจริงเหยียบจมดินก็อยู่ตรงนี้)
ฝึกทำความเข้าใจกับตนเองว่า ทุกอย่างในชีวิต เราคือผู้เลือกเองทั้งสิ้น ถ้าชีวิตของเราดี ก็แปลว่าเราทำมาดี ถ้าชีวิตของเราไม่ดี ก็แปลว่าเราทำมาไม่ดี ดังนั้นจงมีความเบิกบานในทุกสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ จงยิ้มรับทั้งความทุกข์และความสุข เสียใจได้ เศร้าได้ แต่เราต้องตระหนักว่าทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา เราจะไม่บ่น ไม่ตัดพ้อ แต่เราจะไม่ง้อมืองอเท้า ไม่เป็นผู้ท้อแท้ในชะตาชีวิต ได้มาธรรมดา เสียไปธรรมดา ทุกอย่างในโลกย่อมมีสองด้านเสมอ สุขก็มีข้อเสีย ทุกข์ก็มีข้อดี การฝึกมองโลกเช่นนี้ ย่อมทำให้สติปัญญาเฉียบคม เป็นหินลับปัญญา นำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้
***หมายเหตุ***
การฝึกฝนในห้าข้อนี้ ไม่ใช่เร ื่องยากหรือง่าย แต่เป็นเรื่องทำหรือไม่ทำ เมื่อกระทำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา โลกภายในของเราจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดในระยะเวลาหนึ่งเดือน แม้ฝึกฝนต่อไปนานกว่านั้น ก็จะติดตัวกลายเป็นอุปนิสัย ส่งผลให้เกิดสติปัญญา และความสุขเพิ่มพูน ต่อเมื่อโลกภายในของเราเป็นโลกที่สุกสว่าง การงานต่างๆ ของโลกภายนอก ย่อมเกิดความก้าวหน้าตามมา
ความจริงแล้วการมีชีวิตที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน หรือลี้ลับอะไร เพียงแค่เราละทิ้งความเกียจคร้าน ยอมรับข้อบกพร่องของตนเอง เพื่อเปิดโอกาสให้ตนเองได้ทำสิ่งที่ควรทำ เท่านี้ชีวิตย่อมดีขึ้นไม่ยาก เป็นกำลังใจให้ทุกคนสามารถเอาชนะตนเองได้เป็นผลสำเร็จ...
จากประสบการณ์ตรงของผม การฝึกตนให้มีปัญญานั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย เพียงแค่เราเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอย่างการควบคุมคำพูด ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะคำพูดสะท้อนใจ ถ้าเรารู้จักนิ่งสงบ ไม่ใช้คำพูดในทางลบ จะช่วยลดความเครียดและสร้างบรรยากาศดีๆ ให้กับตัวเองและคนรอบข้าง นอกจากนี้ การจัดเวลานอน-ตื่นให้เหมาะสม ตามธรรมชาติ เช่น ตื่นเช้า นอนเร็ว ช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นพร้อมรับมือกับงานในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือต้องเรียนรู้ที่จะลดความต้องการที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น ลดการบริโภคของหวาน หรือการซื้อของฟุ่มเฟือย การฝึกแบบนี้จะทำให้เรามีวินัยทางการเงินและจิตใจที่สงบขึ้นมาก ผมยังพบว่าการใช้เวลาส่วนตัวอยู่กับตัวเองโดยไม่มีสิ่งรบกวน เช่น ปิดโทรศัพท์หรือสื่อสังคมออนไลน์ นั่งสมาธิหรือแค่เงียบๆ ฟังเสียงหัวใจตัวเอง เป็นการฝึกฝนที่ช่วยให้เรารู้จักตนเองมากขึ้น เข้าใจความคิดและความรู้สึกของตัวเองอย่างลึกซึ้ง สุดท้ายคือการมองโลกด้วยใจที่เท่าทันความจริง ไม่หวั่นไหวไปกับความสุขหรือความทุกข์มากเกินไป เราเรียนรู้ที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยมุมมองที่สมดุลและมีปัญญาจะช่วยให้ไม่ท้อแท้ และเด็ดเดี่ยวที่จะเดินหน้าต่อในทุกสถานการณ์ เมื่อทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ปรากฏว่าชีวิตเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านจิตใจที่สงบสุข และการจัดการชีวิตที่ดีขึ้น นี่ไม่ใช่แค่บทเรียนธรรมะ แต่เป็นวิธีปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีปัญญาและมีความสุขอย่างแท้จริง

