自動翻訳されています。元の投稿を表示する

✍🏻"魚を食べる、甘い、ありふれた食べていない。

👂🏻多くの人がこの表現を聞いたことがあります

「香ばしいものを食べて、甘いものを食べないで」、一緒にいましたか?🍲🍮

🤔突然ひそかに疑われた

この言葉はどこから来たのですか。

データを調べてみると、答えはこうです。。。

タイの古い人々の食習慣から来ています。💛

😒は「高い人」と言うことです。

人気になります。最後にデザートを食べましょう。

魚を食べた後、それは作ると考えられています

食事は完璧です。🍧✨

しかし、「一般人」にとっては、

私たちと同じように、普段は魚のようなものしか食べません。

それは比喩であるほど細心ではありません。

これが私の人生です。

🤣今は。。。 この言葉は真剣に使われていません。

ほとんどの人は、お互いをからかったり、おもしろがったりします。

誰かがデザートを食べるのが好きではないとき

食事の後だけです🥰

💕イラストonart技法木色

#タイのスナック #アーティストグレードの木材の色

#紙に木の色 #ウッドカラー

2025/10/6 に編集しました

... もっと見るสำนวนไทย ‘กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่’ เป็นคำเปรียบเปรยที่มาจากธรรมเนียมการกินอาหารในสังคมไทยโบราณ ซึ่งบ่งบอกถึงความแตกต่างทางชนชั้นและวัฒนธรรมการกินในอดีต คนชั้นสูงมักจะถือว่า การกินของหวานหลังอาหารคาวนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นการปิดท้ายมื้ออาหารให้สมบูรณ์แบบและแสดงถึงความพิถีพิถัน ในทางกลับกัน ชาวบ้านทั่วไปมักจะกินแค่ของคาวเพื่อให้รู้สึกอิ่มพอ โดยไม่เน้นกินของหวานจึงเกิดสำนวนนี้ขึ้นมาว่า ‘กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่’ เพื่อสื่อถึงความเรียบง่ายหรือความไม่พิถีพิถันเหมือนคนชั้นสูง ภาพประกอบในบทความนี้ใช้เทคนิคสีไม้ ซึ่งเป็นวัสดุสร้างสรรค์ที่ช่วยแสดงความอ่อนหวานของขนมไทยและความละเอียดของงานศิลปะ เหมือนเช่นภาพที่สะท้อนการกินของหวานแบบคนชั้นสูงไทยโบราณ นอกจากนี้ การเลือกใช้สีไม้เกรดศิลปินยังช่วยให้ภาพดูมีคุณภาพและความสมจริงมากขึ้น สำนวนนี้ในปัจจุบันแม้ว่าจะไม่ได้ใช้ในความหมายจริงจังหรือดูถูกชนชั้นเหมือนในอดีตแล้ว แต่ยังใช้ในลักษณะหยอกล้อหรือแซวกันอย่างสนุกสนานเมื่อใครสักคนไม่ชอบกินของหวานหลังอาหาร เช่นเดียวกับที่เห็นบ่อยในวงสนทนาหรือในโซเชียลมีเดีย ขนมไทยที่นิยมกินปิดท้ายมื้ออาหาร เช่น ขนมถ้วย ฟักทองเชื่อม หรือลอดช่อง ล้วนมีรสชาติหวานละมุนที่ช่วยเพิ่มความพิเศษให้กับมื้ออาหารและสะท้อนวัฒนธรรมการกินที่หลากหลายของไทย นี่ก็เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ผู้คนในยุคใหม่ยังคงให้ความสนใจและนำมาใช้ในการสร้างสรรค์เมนูหรือไอเดียในการถ่ายภาพร่วมกับงานศิลปะ เช่น การวาดด้วยสีไม้ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกอบอุ่นและความเป็นไทย โดยรวมแล้ว สำนวน ‘กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่’ นอกจากจะเป็นคำที่สะท้อนวัฒนธรรมและชนชั้นแล้ว ยังเป็นตัวอย่างหนึ่งของวิธีที่ภาษาใช้สร้างความสัมพันธ์และความสนุกสนานในสังคมปัจจุบันได้อย่างดี และช่วยให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตในแต่ละยุคสมัยได้มากขึ้น