ลูกไม่ได้ดื้อ เขาแค่กำลังบอกอะไรเราอยู่ 👶
ลูกไม่ได้ดื้อ เขาแค่ยังสื่อสารไม่ได้
บางครั้งสิ่งที่ผู้ใหญ่เรียกว่า “ดื้อ”
สำหรับลูกที่ยังเล็กมาก อาจเป็นเพียงความพยายามอย่างเต็มที่ที่จะบอกอะไรบางอย่างกับเรา
เพราะก่อนที่เด็กจะพูดได้ เขายังไม่มีคำมากพอจะบอกว่า
“หนูหิว”
“หนูเหนื่อย”
“หนูง่วงแล้ว”
“หนูไม่สบายตัว ”
“หนูกลัว”
“หนูตกใจ”
หรือแม้แต่
“หนูแค่อยากให้หม่ามี้อยู่ตรงนี้”
สิ่งที่เขามีจึงเป็นการร้อง
สีหน้า
แววตา
การขยับตัว
การยื่นมือ
การดิ้น
หรือการงอแง
และทั้งหมดนั้นคือการสื่อสาร
เวลาฟีบัสร้อง หม่ามี้กับป่าปี้อาจไม่ได้รู้ทันทีว่าฟีบัสต้องการอะไร
บางครั้งลองเช็กแล้วทุกอย่างก็ดูปกติ
กินแล้ว
เปลี่ยนผ้าอ้อมแล้ว
ไม่ร้อน
ไม่หนาว
แต่เขาก็ยังร้องอยู่
นั่นไม่ได้แปลว่าฟีบัสกำลัง “ดื้อ”
และไม่ได้แปลว่าเขากำลังพยายามเอาชนะเรา
บางครั้งเขาอาจแค่ยังไม่สบายตัวในแบบที่อธิบายไม่ได้
บางครั้งอาจเหนื่อยเกินไป
บางครั้งมีสิ่งกระตุ้นรอบตัวมากเกินไป
บางครั้งตกใจ
หรือบางครั้งเขาอาจเพียงต้องการความใกล้ชิดและความรู้สึกปลอดภัย
สิ่งสำคัญคือ เด็กทารกยังไม่มีความสามารถทางพัฒนาการที่จะคิดวางแผนซับซ้อนเพื่อ “แกล้ง” ผู้ใหญ่ หรือจงใจสร้างปัญหาเหมือนความหมายของคำว่า “ดื้อ” ที่ผู้ใหญ่มักใช้กัน
เขากำลังตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเองและรอบตัวเขา
ด้วยเครื่องมือที่เขามีอยู่ในวัยนั้น
และเครื่องมือที่สำคัญที่สุดก็คือการส่งสัญญาณให้คนที่ดูแลเขารู้
การร้องจึงไม่ได้เป็นเพียงเสียง
แต่มันอาจเป็นค ำพูดของเด็กที่ยังไม่มีภาษา
แล้วเวลาลูกร้องไห้ เราควรทำอย่างไร?
บางทีคำตอบอาจไม่ใช่การพยายามทำให้เขาหยุดร้องให้เร็วที่สุด
แต่อาจเริ่มจากคำถามว่า
“เขากำลังพยายามบอกอะไรเราอยู่?”
สิ่งแรกที่ทำได้คือเช็กความต้องการพื้นฐาน
ลูกหิวไหม
ถึงเวลาที่ต้องกินหรือยัง
ผ้าอ้อมเปียกหรือสกปรกไหม
ง่วงหรือเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า
ร้อนหรือหนาวเกินไปไหม
มีอะไรทำให้เขาไม่สบายตัวหรือเปล่า
เสื้อผ้ารัดแน่นไหม
มีอะไรระคายเคืองผิวหรือไม่
และสำหรับเด็กเล็ก อาจลองสังเกตนิ้วมือและนิ้วเท้าด้วยว่ามีเส้นผมหรือเส้นด้ายพันแน่นอยู่หรือไม่
บางครั้งสาเหตุอาจง่ายกว่าที่คิด
แต่บางครั้งเราตรวจทุกอย่างแล้ว
ลูกก็ยังร้องอยู่
ตรงนี้เองที่เราไม่จำเป็นต้องตกใจทันที
การไม่รู้สาเหตุทันทีไม่ได้หมายความว่าเราดูแลลูกผิด
เด็กทารกยังไม่สามารถบอกเราได้อย่างละเอียดว่าเขารู้สึกอะไร
และเสียงร้องแต่ละครั้งก็ไม่ได้มีความหมายที่แปลได้อย่างแม่นยำเสมอไป
สิ่งที่เราทำได้คือสังเกตภาพรวม
ก่อนร้องเขากำลังทำอะไร
วันนี้นอนน้อยกว่าปกติไหม
เพิ่งเล่นมานานหรือเปล่า
รอบตัวมีเสียงดัง คนเยอะ หรือสิ่งกระตุ้นมากเกินไปไหม
ใกล้เวลานอนหรือเปล่า
บางครั้งเด็กไม่ได้ต้องการสิ่งใหม่เพิ่มขึ ้น
เขาอาจต้องการสิ่งรอบตัวน้อยลง
ลดเสียง
ลดแสง
พาไปอยู่ในมุมที่สงบขึ้น
หยุดกิจกรรมที่กำลังทำ
แล้วให้เขาได้พัก
เด็กเล็กยังไม่สามารถจัดการอารมณ์และความตื่นตัวของตัวเองได้เหมือนผู้ใหญ่
เมื่อเขาเหนื่อย ตื่นตัวมากเกินไป กลัว หรือตกใจ ร่างกายของเขาอาจยังต้องการความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เพื่อค่อย ๆ กลับมาสงบ
นี่คือเหตุผลที่บางครั้ง
เสียงที่คุ้นเคยช่วยได้
การสัมผัสช่วยได้
การอุ้มช่วยได้
การอยู่ใกล้ช่วยได้
หรือเพียงการมีใบหน้าที่สงบอยู่ตรงหน้าเขาก็ช่วยได้
ในทางจิตวิทยาพัฒนาการ มีแนวคิดสำคัญที่เรียกว่า co-regulation
หรือการที่ผู้ใหญ่ช่วยเด็กปรับอารมณ์และความตื่นตัว
พูดง่าย ๆ คือ ในช่วงแรกของชีวิต เด็กยังไม่ได้มีความสามารถเต็มที่ที่จะปลอบตัวเอง จัดการความเครียด หรือทำให้อารมณ์กลับมาสงบได้เหมือนผู้ใหญ่
เมื่อเขาไม่ไหว
เขาจึงอาจต้องอาศัยคนที่ดูแลช่วยเขาไปก่อน
บางครั้งสิ่งที่ลูกต้องการจึงไม่ใช่คำตอบ
แต่คือคนที่สงบอยู่ข้าง ๆ
เวลาลูกร้อง เราอาจลองอุ้มเขาอย่างมั่นคงและปลอดภัย
พูดด้วยน้ำเสียงปกติและนุ่มนวล
เดินช้า ๆ
ปลอบเบา ๆ
หรือให้เขาได้อยู่ใกล้ร่างกายของคนที่คุ้นเคย
เด็กแต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน
บางคนสงบลงเมื่อถูกอุ้ม
บา งคนชอบการเดิน
บางคนสงบลงเมื่ออยู่ในห้องที่เงียบขึ้น
บางคนเพียงต้องการพักจากการเล่น
บางคนอาจไม่ได้ต้องการให้เราทำอะไรใหม่เลย
แค่ต้องการให้เราอยู่ตรงนั้น
สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องลองทุกอย่างพร้อมกัน
ลองทีละอย่าง
สังเกต
และให้เวลาเล็กน้อย
เพราะเมื่อเรากำลังรีบเปลี่ยนวิธีทุกไม่กี่วินาที
ทั้งลูกและผู้ใหญ่ก็อาจได้รับสิ่งกระตุ้นมากขึ้นกว่าเดิม
และถ้าลองหลายอย่างแล้วลูกยังร้อง
ก็ไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลว
บางครั้งเด็กอาจต้องใช้เวลา
บางครั้งเขาอาจยังมีความรู้สึกที่เราแก้ไม่ได้ในทันที
สิ่งที่เราท ำได้อาจเป็นเพียงอยู่กับเขา
อุ้มเขา
พูดกับเขา
และทำให้เขารู้ว่า
เขาไม่ได้ต้องอยู่กับความไม่สบายใจนั้นเพียงลำพัง
นี่คือสิ่งที่ทำให้การตอบสนองของพ่อแม่มีความหมายมากกว่าการทำให้ลูกหยุดร้อง
เพราะการตอบสนองไม่ได้หมายความว่าเราต้องเดาถูกทุกครั้ง
ไม่มีพ่อแม่คนไหนอ่านใจลูกได้ทั้งหมด
บางครั้งเราลองอุ้มแล้วไม่หาย
ลองให้นมแล้วไม่ใช่
เปลี่ยนผ้าอ้อมแล้วก็ยังร้อง
เปลี่ยนท่าแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น
การดูแลแบบตอบสนองจึงไม่ใช่การมีคำตอบที่ถูกต้องทุกครั้ง
แต่คือการพยายามฟัง
สังเกต
ลองทำความเข้าใจ
และส่งสัญญาณกลับไปว่า
“หม่ามี้เห็นนะว่าหนูกำลังไม่สบายใจ”
“ป่าปี้อยู่นี่นะ”
“เราอาจยังไม่รู้ว่าหนูเป็นอะไร แต่เราจะอยู่กับหนู”
ประโยคสุดท้ายอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เพราะบางครั้งเราไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมด
เพื่อทำให้ลูกรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว
ในทางจิตวิทยาพัฒนาการ ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ดูแลไม่ได้เกิดขึ้นจากช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่เพียงไม่กี่ครั้ง
แต่มักค่อย ๆ สร้างขึ้นจากการโต้ตอบเล็ก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ลูกส่งสัญญาณออกมา
ผู้ใหญ่สังเกตและตอบสนอง
ลูกได้รับประสบการณ์ว่าการส่งสัญญาณของตัวเองมีความหมาย
แล้วการสื่อสารก็เกิดขึ้นอีกครั ้ง
แนวคิดนี้มักเรียกว่า “serve and return”
หรือการโต้ตอบกลับไปกลับมา
เด็กอาจเริ่มต้นด้วยการมองหน้า
ส่งเสียง
อ้อแอ้
ยิ้ม
ขยับตัว
ยื่นมือ
หรือร้อง
ส่วนผู้ใหญ่ตอบกลับด้วยการมองสบตา
พูดคุย
ยิ้ม
อุ้ม
ปลอบ
หรือพยายามตอบสนองต่อสิ่งที่เด็กกำลังสื่อ
สำหรับผู้ใหญ่ มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กมาก
แต่สำหรับเด็ก การโต้ตอบแบบนี้คือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ว่า
“โลกตอบกลับเรา”
เขาเริ่มเรียนรู้ว่าการสื่อสารมีความหมาย
เริ่มเรียนรู้ความสัมพันธ์
และค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องอารมณ์ผ่านประสบการณ์ที่มีคนอยู่ข้าง ๆ
ในช่วงที่เขายังจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองไม่ได้
นี่ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ต้องรีบตอบสนองทุกครั้งภายในไม่กี่วินาที
และไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำให้ลูกรู้สึกดีตลอดเวลา
ชีวิตจริงไม่มีใครทำได้แบบนั้น
พ่อแม่ก็ต้องเข้าห้องน้ำ
ต้องทำงาน
ต้องกินข้าว
ต้องพัก
และบางครั้งก็เหนื่อยมาก
ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ
สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสม่ำเสมอโดยรวม
การพยายามสังเกต
การพยายามเข้าใจ
และการกลับมาเชื่อมต่อกับลูก
บางครั้งเราพลาดได้
บางครั้งเราเข้าใจผิดได้
บางครั้งเราคิดว่าลูกหิว
แต่จริง ๆ เขาแค่ง่วง
บางครั้งเราอุ้มอยู่นาน
แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเขาร้องเพราะอะไร
พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องตอบถูกทุกครั้ง
แต่การที่เรายังพยายามมองหาความหมายเบื้องหลังพฤติกรรมของลูกต่างหากที่สำคัญ
แทนที่จะเริ่มจากคำถามว่า
“ทำไมดื้อจัง”
บางทีเราอาจลองถามตัวเองว่า
“เขากำลังพยายามบอกอะไรเราอยู่หรือเปล่า”
คำถามนี้ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นทันที
แต่เปลี่ยนวิธีที่เรามองลูก
จากเด็กที่กำลังสร้างปัญหา
เป็นเด็กคนหนึ่งที่กำลังมีปัญหาอยู่
ความแตกต่างขอ งสองประโยคนี้สำคัญมาก
เพราะเมื่อเราคิดว่า
“ลูกกำลังสร้างปัญหา”
เราอาจรีบหาวิธีหยุดพฤติกรรม
แต่เมื่อเราคิดว่า
“ลูกกำลังมีปัญหา”
เราจะเริ่มมองหาสาเหตุ
เขาหิวไหม
เหนื่อยไหม
ง่วงไหม
เจ็บไหม
กลัวไหม
ไม่สบายตัวหรือเปล่า
มีสิ่งกระตุ้นมากเกินไปไหม
หรือเขาเพียงต้องการคนที่เขาไว้ใจ
การพยายามเข้าใจจึงไม่ใช่การตามใจ
การตอบสนองไม่ใช่การยอมทุกอย่าง
และการเห็นใจไม่ใช่การไม่มีขอบเขต
เราสามารถเข้าใจความรู้สึกของลูก
และยังคงมีขอบเขตได้พร้อมกัน
โดยเฉพาะเมื่อลูกโตขึ้นและเริ่มมีความต้องการของตัวเองมากขึ้น
เราอาจบอกลูกว่า
“หนูไม่พอใจได้”
แต่เรายังช่วยให้เขาเรียนรู้วิธีแสดงออกที่ปลอดภัย
เราอาจบอกว่า
“หนูร้องไห้ได้นะ ป่าปี้อยู่นี่”
โดยไม่จำเป็นต้องทำตามทุกอย่างที่เขาต้องการ
เราอาจบอกว่า
“หนูอยากได้มาก หม่ามี้เข้าใจ”
และในขณะเดียวกันก็ยังบอกได้ว่า
“แต่ตอนนี้ยังไม่ได้”
การเข้าใจความรู้สึก ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมทุกความต้องการ
แต่ก่อนจะสอน
ก่อนจะห้าม
หรือก่อนจะตัดสินว่าเขาดื้อ
บางทีสิ่งแรกที่ลูกต้องการคือมีใครสักคนพยายามเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
และมีอีกเรื่องที่สำคัญมากเวลาลูกร้อง
คือการดูแลอารมณ์ของผู้ใหญ่ไปพร้อมกับการดูแลลูก
เสียงร้องของเด็กสามารถทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกเครียด กังวล หรือรับมือได้ยากจริง ๆ
โดยเฉพาะในวันที่นอนไม่พอ
เหนื่อยสะสม
หรืออยู่กับเสียงร้องมาเป็นเวลานาน
ไม่มีอะไรผิดที่เราจะรู้สึกเหนื่อย
สิ่งสำคัญคือเรารู้ทันตัวเอง
ถ้ารู้สึกว่ากำลังเครียดมาก
เริ่มหงุดหงิด
เริ่มควบคุมอารมณ์ได้ยาก
หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่พร้อมจะอุ้มลูกต่ออย่างปลอดภัย
การขอให้ผู้ใหญ่คนอื่นช่วยรับช่วงสักครู่เป็นเรื่องที่ทำได้
ถ้าอยู่คนเดียว ให้แน่ใจว่าลูกอยู่ในสถานที่ปลอดภัยตามหลักการดูแลทารก แล้วถอยออกมาสงบสติอารมณ์สักครู่ก่อนกลับไปดูแล
การพักเพื่อควบคุมตัวเองไม่ได้แปลว่าเราไม่รักลูก
บางครั้งมันคือสิ่งที่ช่วยให้เรากลับไปดูแลเขาได้อย่างปลอดภัยกว่าเดิม
และมีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก
ไม่ควรเขย่าตัวเด็ก
ไม่ว่าจะรู้สึกเหนื่อย เครียด หรือหมดแรงแค่ไหน
เด็กเล็กมีศีรษะ คอ และสมองที่ยังบอบบาง
การเขย่าอย่างรุนแรงอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรงได้
หากรู้สึกว่ากำลังควบคุมตัวเองไม่ไหว
ให้หยุด
วางลูกไว้ในที่ปลอดภัย
และขอความช่วยเหลือ
เพราะการดูแลลูกอย่างปลอดภัย
เริ่มต้นจากการดูแลให้ ผู้ใหญ่ปลอดภัยทางอารมณ์ด้วยเช่นกัน
แม้ว่าการร้องของเด็กส่วนใหญ่จะเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารและพัฒนาการตามวัย
แต่ก็มีบางสถานการณ์ที่ไม่ควรรอดูเอง
โดยเฉพาะหากลูกร้องผิดไปจากปกติอย่างชัดเจน
ร้องไม่หยุดและปลอบยากผิดปกติ
ดูซึมลง
ปลุกยาก
หายใจลำบาก
ดูดนมหรือกินได้น้อยลงอย่างมาก
อาเจียนผิดปกติ
มีสีผิวหรือริมฝีปากเขียวคล้ำ
มีอาการชัก
หรือผู้ดูแลรู้สึกว่าลูกดูไม่เหมือนเดิมอย่างชัดเจน
ควรปรึกษาแพทย์
สำหรับทารกอายุน้อย โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน หากมีไข้ควรได้รับคำแนะนำและการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
เพราะเด็กเล็กมากอาจมีอาการป่วยที่ต้องได้รับการประเมิน แม้ภายนอกจะยังดูไม่มีอาการอื่นชัดเจน
และบางครั้งสัญชาตญาณของคนที่ดูแลลูกก็มีความสำคัญ
เราอาจอธิบายไม่ได้ว่ามีอะไรผิดปกติ
แต่ถ้าลูกดูไม่เหมือนตัวเองอย่างชัดเจน
และเรารู้สึกกังวลมาก
การขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ย่อมดีกว่าการพยายามเดาอยู่คนเดียว
สำหรับฟีบัสในตอนนี้
เขายังไม่มีประโยคยาว ๆ มาบอกหม่ามี้กับป่าปี้ว่าเขารู้สึกอย่างไร
เขามีเพียงเสียง
เพียงสีหน้า
เพียงแววตา
เพียงการขยับตัว
และบางครั้งก็มีเพียงน้ำตา
หม่ามี้เองก็ไม่ได้เข้าใจฟีบัสถูกทุกครั้ง
ไม่มีคู่มือเล่มไหนบอกได้ว่าเสียงร้องทุกครั้งหมายถึงอะไร
แต่หม่ามี้กำลังเรียนรู้
เรียนรู้ว่าเสียงแบบไหนอาจหมายถึงง่วง
ท่าทางแบบไหนอาจหมายถึงไม่สบายตัว
วันที่ฟีบัสต้องการเล่น
วันที่ฟีบัสต้องการพัก
วันที่เขาตื่นเต้น
และวันที่เขาอาจไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษ
นอกจากอยากอยู่ใกล้คนที่คุ้นเคย
บางทีการเป็นพ่อแม่จึงไม่ใช่การรู้คำตอบของลูกทุกข้อ
แต่อาจเป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ภาษาของมนุษย์ตัวเล็กคนหนึ่ง
ภาษาที่ในช่วงแรกยังไม่มีคำศัพท์
ไม่มีประโยค
ไม่มีเสียงเรียกชื่อเรา
มีเพียงการร้อง
แล้วเราก็ค่อ ย ๆ ตอบกลับไป
ครั้งแล้วครั้งเล่า
บางครั้งเราตอบถูก
บางครั้งเราตอบผิด
บางครั้งเราต้องลองใหม่
บางครั้งเราทำได้เพียงอุ้มเขาไว้
แต่เราก็ยังอยู่ตรงนั้น
จนวันนึง
เขาเริ่มส่งเสียงแบบใหม่
เริ่มอ้อแอ้
เริ่มยิ้มเมื่อเห็นหน้าเรา
เริ่มส่งเสียงเรียก
เริ่มพูดคำแรก
เริ่มบอกสิ่งที่ตัวเองต้องการ
และในที่สุด
เขาอาจสามารถพูดกับเราได้ด้วยตัวเองว่า
“หนูเป็นอะไร”
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น
บางทีสิ่งที่ลูกต้องการจากเรา
ไม่ใช่การถูกตัดสินว่า “ดื้อ”
เขาอาจเพี ยงกำลังพูดกับเราอยู่
ในภาษาที่เขายังมี
และกำลังรอให้เราค่อย ๆ เรียนรู้ว่า
เสียงนั้นหมายความว่าอะไร
เพราะลูกไม่ได้ดื้อเสมอไป
บางครั้งเขาแค่ยังสื่อสารไม่ได้
และในวันที่เขายังพูดไม่ได้
การที่หม่ามี้
ป่าปี้
หรือคนที่ดูแลเขา
พยายามฟัง
พยายามเข้าใจ
และอยู่ข้าง ๆ
อาจเป็นคำตอบที่สำคัญที่สุดแล้ว
#ลูกไม่ได้ดื้อ #การสื่อสารของลูก #พัฒนาการเด็ก #เลี้ยงลูกเชิงบวก #แม่และเด็ก






