เมื่อลูกหันหน้าหนี…อาจถึงเวลาที่เขาอยากพัก 🩷
บางครั้งฟีบัสไม่ได้งอแงเพราะ “อยากให้เล่นต่อ”
แต่อาจกำลังพยายามบอกหม่ามี้ว่า
“พอแล้วนะครับ ฟีบัสรับอะไรมาเยอะเกินไปแล้ว ขอพักก่อน”
ตอนลูกยังพูดไม่ได้ เรามักพยายามเดาสาเหตุจากการร้องไห้
หิวไหม
ง่วงหรือเปล่า
ร้อนหรือหนาว
ผ้าอ้อมเปียกไหม
แต่มีอีกอย่างที่บางครั้งเรามองข้ามไป
นั่นคือ ลูกอาจได้รับสิ่งกระตุ้นมากเกินกว่าที่เขาจะจัดการได้ในตอนนั้น
สำหรับเด็กวัยประมาณ 4 เดือน โลกทั้งใบเต็มไปด้วยเรื่องใหม่
เสียงพูด
เสียงโทรทัศน์
เพลง
ของเล่นที่มีแสงและเสียง
ใบหน้าของคนหลายคน
การถูกอุ้มส่งต่อกัน
การเล่น
การจ้องหน้า
การสัมผัส
การพาไปในสถานที่ที่มีผู้คนมาก
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องไม่ดีเลย
เด็กต้องการประสบการณ์ ต้องการการเล่น ต้องการปฏิสัมพันธ์ และกำลังเรียนรู้โลกผ่านสิ่งที่เห็น ได้ยิน และสัมผัส
แต่เด็กเล็กก็มี “ขีดจำกัด” ในการรับข้อมูลเหมือนกัน
เมื่อสิ่งที่เข้ามามากเกินไป เร็วเกินไป หรือต่อเนื่องนานเกินไป
ร่างกายและสมองของลูกอาจเริ่มส่งสัญญาณว่ า
“ขอพักก่อน”
และสิ่งสำคัญคือ
ลูกวัย 4 เดือนยังพูดไม่ได้ว่า “ผมเหนื่อยจากการเล่นแล้ว”
เขาจึงสื่อสารผ่านร่างกายและพฤติกรรมแทน
สัญญาณแรกที่หม่ามี้คิดว่าน่าสนใจมากคือ
ลูกอาจเริ่มหันหน้าหนี
ทั้งที่เมื่อครู่ยังมองหน้าเราอยู่ดี ๆ
บางครั้งหม่ามี้อาจคิดว่า
“ทำไมไม่มองแล้ว”
“ไม่สนใจหม่ามี้แล้วเหรอ”
แต่สำหรับเด็กเล็ก การหันหน้าหนีอาจเป็นวิธีลดข้อมูลที่กำลังเข้ามา
แม้แต่การสบตาก็เป็นสิ่งกระตุ้นได้
ใบหน้า เสียง การเคลื่อนไหว และการพยายามสื่อสารพร้อมกัน ล้วนเป็นข้อมูลที่สมองกำลังประมวลผล
ดังนั้น การที่ลูกหันหน้าหนีไม่ได ้แปลว่าเขาไม่รักเรา ไม่สนใจเรา หรือเล่นกับเราไม่สนุก
บางครั้งมันอาจแปลเพียงว่า
“ฟีบัสขอพักสายตาแป๊บนึงนะครับ”
อีกสัญญาณคือ
ลูกเริ่มดูเหมือนไม่สนใจสิ่งที่กำลังเล่นอยู่
เมื่อครู่ยังมองของเล่น
ยังยิ้ม
ยังส่งเสียง
ยังขยับแขนขาอย่างสนุก
แต่หลังจากนั้นอาจเริ่มมองผ่าน ๆ หันไปทางอื่น หรือไม่ตอบสนองเหมือนเดิม
นี่อาจเป็นจังหวะที่ลูกเริ่มต้องการพัก
เด็กวัยนี้ไม่ได้จำเป็นต้องเล่นต่อเนื่องตลอดเวลาที่ตื่น
บางครั้งการที่เราเห็นลูกตื่นอยู่เฉย ๆ มองไปรอบ ๆ หรือนอนสงบ ๆ โดยไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร
ก็ไม่ใช่เวลาที่สูญเปล่า
การมีช่วงเวลาที่สงบและไม่ถูกรบกวนมากเกินไป ก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในแต่ละวันเหมือนกัน
สัญญาณต่อมาคือ
เริ่มงอแงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่เมื่อครู่ยังอารมณ์ดี
นี่เป็นสิ่งที่หม่ามี้เคยสังเกตกับฟีบัสเหมือนกัน
บางครั้งลูกเริ่มจากการเล่นสนุกมาก
เราก็เลยคิดว่า
“กำลังชอบเลย เล่นต่ออีกหน่อย”
แต่เด็กเล็กไม่ได้บอกเราล่วงหน้าว่าใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว
เขาอาจสนุกอยู่พักนึง ก่อนจะเริ่มรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ไม่ไหว
จากยิ้ม กลายเป็นหน้าตึง
จากส่งเสียงคุย กลายเป็นบ่น
จากบ่น กลายเป็นร้อง
ตรงนี้บางครั้งเราอาจยิ่งพยายามช่วยด้วยการเพิ่มสิ่งกระตุ้นเข้าไป
เขย่าของเล่นให้ดู
พูดดังขึ้น
ร้ องเพลงเพิ่ม
อุ้มเดินเร็วขึ้น
เปลี่ยนกิจกรรมใหม่
ทั้งที่สิ่งที่ลูกต้องการจริง ๆ อาจไม่ใช่ “อะไรใหม่”
แต่อาจเป็น
“อะไรที่น้อยลง”
ลูกบางคนอาจเริ่ม ดิ้น กระสับกระส่าย หรือขยับแขนขาแบบดูไม่สบายตัว
บางคนกำมือแน่น
บางคนเตะขา
บางคนบิดตัว
บางคนแอ่นหลัง
บางคนดูเหมือนพยายามหนีจากท่าหรือสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า
แน่นอนว่าไม่มีพฤติกรรมข้อไหนที่ยืนยันได้เพียงอย่างเดียวว่าลูกกำลังได้รับสิ่งกระตุ้นมากเกินไป
เพราะการดิ้น การแอ่นหลัง หรือการร้องไห้อาจมีสาเหตุอื่นได้เช่นกัน
สิ่งที่สำคัญกว่าคือการดู บริบทและรูปแบบของลูก
ตัวอย่างเช่น
ฟีบัสเพิ่งตื่น
เล่นมาได้พักนึง
มีคนคุยด้วยหลายคน
มีเสียงดังรอบตัว
มีของเล่นเปิดเพลงอยู่
แล้วเริ่มหันหน้าหนี ดิ้น งอแง และร้อง
เมื่อหม่ามี้พาไปอยู่ในที่สงบ ลดเสียง ลดการพูดคุย และอุ้มให้นิ่งขึ้น ฟีบัสค่อย ๆ สงบลง
รูปแบบแบบนี้อาจช่วยให้เราเข้าใจได้ว่า
สิ่งที่ลูกต้องการในตอนนั้นอาจเป็นการพัก
ไม่ใช่การกระตุ้นเพิ่ม
อีกสัญญาณที่หลายคนอาจเห็นคือ
ลูกเริ่มหาว ตาปรือ หรือหลับตา
การหาวเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าลูกกำลัง overstimulated เสมอไป
เพราะลูกอาจแค่ง่วง
แต่ถ้าการหาว ตาปรือ หันหน้าหนี และงอแงเกิดขึ้นร่วมกันหลังจากมีการเล่นหรือกิจกรรมต่อเนื่อง





