ทำไมถึงเป็นต่างด้าว V.5 (2)
“พี่เป็นคนพม่ารัฐกระเหรี่ยงที่ถูกส่งตัวมาจากประเทศพม่าเพื่อมาทำงานที่ประเทศไทยกับเพื่อนๆพ่อและแม่ของพี่ก็เป็นคนพม่า ที่พี่มาที่ประเทศไทยได้เพราะมีทรัพย์พามาทำงานที่นี่ที่โรงงานนี้ที่ประเทศไทย”
“มาอยู่ที่ประเทศไทยนี้ได้3ปีแล้วทำงานที่โรงงานนี้มาตลอดตั้งแต่มาที่นี่ไม่เคยย้ายไปไหนพี่ว่าประเทศไทยก็โอเคนะคนไทยก็ใจดีอยู่”
“ถ้าถามว่าความฝันของพี่คืออะไรตอนนี้พี่ยังไม่มีแต่พี่แค่อยากกลับบ้านที่ประเทศพม่าเพราะพี่คิดถึงครอบครัว”
“แต่ที่ไทยก็ไม่ได้ไม่ดีนะพี่อยู่นี่ก็มีความสุขดีคนไทยใจดีเวลาว่างพี่ก็ไปเล่นตะกร้อกับเพื่อนๆพี่ๆที่โรงงานก็สนุกดี”
“ถ้าถามว่าพี่อยากกลับบ้านไหมแน่นอนพี่อยากกลับบ้านมากอยากกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านเกิดที่ที่เป็นบ้านของพี่จริงๆแต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้เพราะพี่ต้องเก็บเงินต่อไปเพื่อที่ว่าในอนาคตจะได้ไม่ลำบาก”
สรุปข้อกฎหมาย
• วินิจฉัย
บุคคลผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นี้เป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายไทย (พ.ร.บ.คนเข้าเมือง) เพราะว่าตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติไว้ว่า “คนต่างด้าว หมายถึง บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” ซึ่งในกรณีนี้ผู้ถูกสัมภาษณ์มาจากรัฐก ะเหรี่ยง ประเทศเมียนมาร์ โดยบุคคลนี้อาศัยอยู่ที่ประเทศไทยมาประมาณ 3 ปีแล้วจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ก็ไม่ปรากฏว่ามีการได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย ดังนั้นบุคคลนี้จึงถือเป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายไทย แต่อยู่ในฐานะคนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องตามกฎหมาย (โรงงานพาเข้ามาทำงาน)
จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า “รัฐเจ้าของตัวบุคคล” ที่แท้จริงของบุคคลผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นี้ คือ ประเทศเมียนมาร์ โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์ 2 ประการ คือ หลักสัญชาติและหลักภูมิลำเนา ดังนี้
1) หลักสัญชาติ คือ ความผูกพันทางการเมืองระหว่างรัฐกับบุคคล (ประชากร) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคลพลเมืองตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งหลักสัญชาตินั้นพิจารณาได้ 2 ประการ คือ หลักบุคคล (สืบสายโลหิตจากบุพการีซึ่งมีสัญชาติของรัฐนั้นๆ) และหลักดินแดน ( เกิดบนดินแดนของรัฐเจ้าของสัญชาติ) ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าบิดามารดาของบุคคลผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นี้เป็นคนเมียนมาร์ทั้งคู่ ประกอบกับบุคคลผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นี้เกิดบนดินแดนของประเทศเมียนมาร์ (รัฐกะเหรี่ยง) และยังมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศเมียนมาร์ เช่นนี้ประเทศเมียนมาร์จึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลตามหลักสัญชาติ
2) หลักภูมิลำเนา คือ สถานที่อยู่แหล่งสำคัญของบุคคลพลเมืองทางกฎหมาย ซึ่งหลักภูมิลำเนานั้นพิจารณาได้ 2 ประการ คือ หลักภูมิลำเนาตามกฎหมายมหาชน (สถานที่ที่รัฐรับรองตามเอกสารทางราชการหรือทะเบียนราษฎรเพื่อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคลในฐานะพลเมืองของแต่ละประเทศ) และหลักภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชน (สถานที่ที่บุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ ยึดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพา ณิชย์เป็นสำคัญ) ดังนี้
2.1) หลักภูมิลำเนาตามกฎหมายมหาชน
ข้อเท็จจริง : บุคคลผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นี้ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรของประเทศไทยตามกฎหมายไทย (พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534) มีเพียงแต่ใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น (โรงงานพาเข้ามาทำงาน) เช่นนี้จึงถือได้ว่าหลักภูมิลำเนาตามกฎหมายมหาชนของบุคคลผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นี้ คือ ประเทศเมียนมาร์
2.2) หลักภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชน
ข้อเท็จจริง : บุคคลผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นี้อาศัยอยู่ที่ประเทศไทยมาประมาณ 3 ปีแล้วจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับมีใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย (โรงงานพาเข้ามาทำงาน) เช่นนี้จึงถือได้ว่าเขามีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนในประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 37 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ภูมิลำเนาของบุคค ลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ” ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่าหลักภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนของบุคคลผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นี้ คือ ประเทศไทย













