Day 10 / Easy Run 6k พึ่งเข้าใจว่าการวิ่งให้นุ่มนวลมันช่วยให้เราเหนื่อยน้อยลงได้จริงๆ และยังคงใส่ใจเรื่อง Hr ตัวเองมากกว่าเวลาและความเร็วเพราะอยากพัฒนาความทนทานของหัวใจและปอดให้มีประสิทธิภาพก่อน ✨️
ถ้ากำลังสงสัยว่า “วิ่ง easy run คืออะไร” แบบที่เราเคยงงมาก่อน ขอสรุปจากประสบการณ์จริงเลยว่า Easy Run คือการ “วิ่งแบบสบายๆ” ที่ตั้งใจให้ร่างกายทำงานในความหนักต่ำถึงปานกลาง เพื่อสร้างฐานความอึด (aerobic base) ไม่ใช่วิ่งเอาเร็วหรือเอาเวลาเป็นหลัก จุดวัดที่ช่วยได้ที่สุดสำหรับเราคือ HR (อัตราการเต้นหัวใจ) เพราะวันไหนอากาศร้อน นอนน้อย หรือเส้นทางมีเนิน เพซจะหลอกเราได้ แต่ HR จะสะท้อนความเหนื่อยจริงๆ Easy Run ควรรู้สึกยังไง? - คุยเป็นประโยคได้ ไม่หอบ (talk test ผ่าน) - หายใจยังคุมได้ ไม่ต้อง “กัดฟัน” - จบแล้วเมื่อยได้ แต่ไม่ล้าแบบหมดแรง และวันถัดไปยังซ้อมต่อได้ แล้ว HR ควรอยู่โซนไหน? โดยทั่วไป Easy Run มักอยู่แถวโซน 2 (บางคนลากไปโซน 3 ต้นๆ ได้เล็กน้อย) ถ้ายังไม่รู้โซนของตัวเอง ให้เริ่มจากกฎง่ายๆ คือ “คุยได้” หรือถ้าใช้นาฬิกาวัด HR ก็ลองตั้งเป้าให้อยู่ช่วงที่ยังสบายและคุมลมหายใจได้ตลอด 30–60 นาที ถ้า HR ไหลสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เพซเท่าเดิม (cardiac drift) ให้ยอมช้าลงได้เลย นี่แหละหัวใจของ Easy Run ทริค “วิ่งให้นุ่มนวล” ที่ช่วยให้เหนื่อยน้อยลง (ที่เราเพิ่งจับทางได้) 1) ก้าวสั้นลงนิดนึง แต่ก้าวถี่ขึ้น: ลดแรงกระแทก เข่ารู้สึกดีขึ้น และ HR ไม่พุ่งง่าย 2) ไหล่-แขนผ่อนคลาย: เวลาเกร็งจะทำให้หายใจตื้นและเหนื่อยเร็ว 3) ลงเท้าใต้ลำตัว: ไม่ยื่นขาไปข้างหน้าเยอะ จะรู้สึกเด้งน้อยลงและลื่นขึ้น 4) เริ่มช้า 10 นาทีแรก: วอร์มด้วยการเดินเร็ว/จ๊อกเบาๆ แล้วค่อยให้ HR เข้าที่ ตัวอย่าง Easy Run 6K แบบที่เราใช้จริง วันนั้นเราวิ่งประมาณ 6.4–6.5 กม. เวลาเกินชั่วโมง เพซแถวๆ 9:50/กม. ฟังดูช้า แต่จุดประสงค์คือคุม HR ให้สบายและโฟกัสฟอร์มให้นุ่มนวล ผลคือจบแล้วไม่กอง แถมรู้สึกว่าหายใจนิ่งกว่าเดิม หลังวิ่งควรทำอะไรต่อ? - คูลดาวน์เดิน 5–10 นาที แล้วค่อยยืดเบาๆ (โดยเฉพาะน่อง-สะโพก) - เติมน้ำและของว่างง่ายๆ เช่น กาแฟดำ/กล้วย ถ้าหิวมากค่อยเพิ่มมื้อหลัก สรุปสั้นๆ: Easy Run คือการสร้างความอึดแบบไม่ทรมาน คุม HR และวิ่งให้ “นุ่ม” สำคัญกว่าเพซ ยิ่งทำสม่ำเสมอ เวลาวิ่งเร็วหรือวิ่งยาวในอนาคตจะง่ายขึ้นแบบรู้สึกได้จริงๆ





วิ่งแถวไหนคับ