การย้อนกลับของกระแสโลกาภิวัตน์ (globalisation) และความเสี่ยงวิกฤตการเงิน
ประเด็นสำคัญ
1. ยุคของโลกาภิวัตน์
• ช่วงเวลาที่การค้า การลงทุนข้ามพรมแดน และห่วงโซ่อุปทานระดับโลกขยายตัวอย่างมาก — หรือพูดได้ว่า “โลกาภิวัตน์” อยู่ในช่วงขาขึ้น
• เศรษฐกิจหลายประเทศพึ่งพาโครงสร้างยุคนี้: ส่งออก‐ผลิต‐ลงทุนเชื่อมโยงกันทั่วโลก
2. สัญญาณของการถดถอย / การย้อนกลับของโลกาภิวัตน์
• มีแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) เช่น สงครามการค้า, ความตึงเครียดระหว่างประเทศใหญ่
• แนวโน้ม “ตั้งโต๊ะ” ภายในประเทศ (re-shoring / on-shoring) หรือการลดการพึ่งพาการค้า/ห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
• การเปลี่ยนบทบาทของสหรัฐ-อเมริกา: สหรัฐอาจไม่ได้เป็น “ผู้กำกับ” (orchestrator) โลกาภิวัตน์เหมือนในอดีต
3. บทบาทของสหรัฐที่ลดลงและผลกระทบต่อระบบการเงินโลก
• เมื่อสหรัฐไม่อยู่แถวหน้า ก็อาจไม่มี “ผู้ค้ำประกัน” (backstop) ระบบการเงินโลกได้อย่างที่เคย
• ระบบการเงินโลกในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงสูง (interconnectedness) — ดังนั้นเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน (shock) อาจแพร่กระจายได้เร็วและรุนแรง
• หากไม่มีสหรัฐเป็นแกนนำ อาจเกิด “ช่องว่าง” ในการประสานงานระหว่างประเทศ (multilateral coordination) ทำให้การจัดการวิกฤตยากขึ้น
4. ความเสี่ยงของวิกฤตการเงินครั้งต่อไป
• ระบบการเงินที่เชื่อมโยงสูง + ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด +บทบาทของสหรัฐลดลง = เงื่อนไขที่อาจทำให้วิกฤตใหญ่ขึ้น
• ตัวอย่าง: ถ้าการไหลของเงินทุนข้ามประเทศ (capital flows) ผันผวน, หนี้สาธารณะและเอกชนสูง, ตลาดการเงินมีความเปราะบาง — เมื่อรวมตัวกันแล้ว อาจทำให้ “การล่ม” (meltdown) มีความรุนแรงกว่าในอดีต
• หากไม่มี “ผู้ค้ำ” ระดับโลกที่มีอำนาจและความไว้วางใจเหมือนสหรัฐ อาจทำให้ประเทศอื่น ๆ กลายเป็น “ผู้ตาม” มากขึ้น และไม่มีศูนย์กลางนำพอที่จะจัดการการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ข้อพิจารณาเชิงนโยบาย
• ประเทศต่าง ๆ ควรเตรียมตัวรับมือกับโลกที่เชื่อมโยงน้อยลงและมีการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้น
• ความร่วมมือระหว่างประเทศ (international cooperation) และสถาบันข้ามชาติ (multilateral institutions) ยังมีบทบาทสำคัญ — แต่นโยบายภายในประเทศควรมีความยืดหยุ่น
• ต้องมีการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบการเงิน: สำรองทุน, ความโปร่งใส, ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้เดียว (one‐big-player)













































