เรียนอย่างไรให้เวิร์ค (Learning How to Learn)
ถ้าสมมติว่าทุกคนทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือทุกอย่าง (หนังสือ, internet, AI) เพื่อหาคำตอบเรื่องอะไรก็ได้ ได้เหมือนกัน คำถามคือ…
“แล้วอะไรล่ะที่ทำให้คนๆนึงไปได้ไกลกว่าคนอื่นๆ”
ทุกคนลองนึกภาพ ถ้าเรากับเพื่อนขับ รถรุ่นเดียวกัน ใช้ถนนเส้นเดียวกัน ขับตอนกลางวันเหมือนกัน แล้วอะไรที่ทำให้รถคันนั้น
คำตอบคือ “ตัวเราเอง”
แล้วถ้าเราต้องการเรียนเพื่อให้เราเก่งขึ้น คำถามต่อมาก็คือ “ต้องเรียนอย่างไรล่ะ?” (How to Learn?)
พอคิดแบบนี้เลยนึกถึงโพสๆนึงที่ แอดทอย DataRockie เคยเขียนไว้บนเพจตัวเอง “สรุป 8 เทคนิคการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพโดย Barbara Oakley”
https://datarockie.com/blog/learning-how-to-learn-barbara-oakley/
วันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมาผมเลยชวนแอดทอย มาไลฟ์เพื่อแชร์เรื่องนี้กัน และนี่คือสรุป 18 ข้อจากไลฟ์ในวันนั้น ไลฟ์กันเสร็จก็มาสรุปคลิปต่อเลย ถถถถ
1. โพสนี้แอดทอยได้เขียนสรุปหลังเข้าไปเรียนคอร์ส Learning How to Learn ของ
Barbara Oakley บน Coursera
เรียนประมาณปี 2021 ปัจจุบัน (2025) โพสนี้ search google หน้าแรกเจอเลย โหดมากก
2. Barbara Oakley เดิมเป็นนักภาษาศาสตร์ ด้านภาษารัสเซีย ไปเรียนต่อ Electrical & Computer Engineering จนถึง Ph.D System Engineering
ปัจจุบันเป็น Professor สอนอยู่ที่ Oakland University ในรัฐ Michigan, USA เริ่มต้นจากนักภาษาศาสตร์ ตอนนี้เป็น Prof. ด้านวิศวกรรม อ.เป็นผู้รู้หลายด้านเลย
3. ผมเองเพิ่งรู้จากแอดทอยในไลฟ์นี้เลยว่า อ.Barbara เคยมาพูดที่ไทยด้วย ลองไป google ดู เจอว่า อ. มาทั้งมี 2023 (SCB Academy) และ 2024 (Chula MOOC Global) เลย
ใครรู้ว่า อ. จะมาไทยอีกบอกกันด้วยคร้าบ 5555+
4. คอร์ส LHTL นี้ Barbara สอนร่วมกันกับ อ.Terrence Sejnowski ที่เป็น Prof. ด้าน Computational Neuroscience
และ อ.Terrence คนนี้เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกร่วมกับ อ.Geoffrey Hinton ให้ทุกคนมี Neural Network model ใช้กันในปัจจุบันนี้ด้วย
Geoffrey Hinton ได้ถูกขนานนามว่าเป็น “The Godfather of AI” และได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ไปในปี2024
5. สมองเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเรากำลังนอนหลับสมองก็ยังรวบรวมข้อมูลที่เราได้รับมาปรับเปลี่ยนสมองให้เหมาะกับการใช้งานของเรา
สมองเราพยา ยามปรับสมดุลอยู่ตลอดเวลา เรื่องไหนที่เราทำบ่อยเราจะยิ่งเก่งขึ้น เรื่องไหนไม่ได้ทำสมองก็พยายามลบมันออกไป
(ในทางเทคนิคคือ Dendrite ที่เป็นกิ่งก้านของ หน่วยที่เล็กที่สุดในสมองหรือ Neuron ขยายออกไป connect กับ Dendrite ของ Neuron อีกตัวนึง เกิดเป็น Synapse ใช้รับส่งข้อมูล )
6. จากข้อที่ 5 เอามาสรุปสั้นๆกับตัวเองได้แบบนี้ว่า
- เรียนรู้ (ฝึกฝน) เรื่องไหนเราก็จะ ‘เก่ง’ เรื่องนั้น [เรียนรู้สิ่งที่ช่วยให้ชีวิตเรา ‘ดีขึ้น’]
- หยุดเรียนรู้ (ใช้งาน) เรื่องไหนเราก็จะ ‘ลืม’ เรื่องนั้น
7. สมองเรามี mode การทำงานอยู่ 2 mode คือ Focus mode และ Diffuse mode
[1] Focus mode: เป็นโหมดที่ความคิดเราพุ่งไปที่จุดๆนึง (โฟกัส)
[เหมาะสำหรับงานต้องการความละเอียด, เป็นขึ้นเป็นตอน และมีความคุ้นชิน]
[2] Diffuse mode: เป็นโหมดที่เหมือนเรานั ่งแล้วมองไปรอบๆตัว ช่วยให้เราเห็นภาพใหญ่ (Big picture)
[เหมาะสำหรับงาน Creative และงานที่เรายังไม่คุ้นชิน]
8. การอยู่ใน Diffuse mode ช่วยให้เรานึกสิ่งที่เราอาจ ‘มองข้าม’ ไปหรือ ‘นึกไม่ถึง’ ในตอนอยู่ใน Focus mode
9. แล้วเราจะเข้าสู่ Diffuse mode ได้ยังไง?
เราสามารถเข้าสู่ Diffuse mode ได้โดยการ ‘พักผ่อน’ (นอนหลับ, ออกกำลังกาย, เดินเล่น, …) เพื่อให้สมองเราไม่จดจ่ออยู่กับสิ่งใด
“Let your mind run free” - Barbara Oakley
คำถาม… ถ้าเราพักผ่อนโดยการหยิบมือถือมาเล่นโซเชียล ทุกคนว่าเราจะเข้าสู่ Diffuse mode มั๊ย?
10. Fucus mode และ Diffuse mode มีความสำคัญทั้งคู่ให้เราใช้ ‘ทั้ง 2 โหมด’ เวลาเราเรียน หรือทำงานที่ยาก
11. เทคนิคนึงที่นำ Focus mode และ Diffuse mode เพื่อให้เราเลิก ‘ผลัดวันประกันพรุ่ง’ (Procrastination) เมื่อเราต้องทำสิ่งที่ยากคือ ‘Pomodoro’
“Procrastination = สุขชั่วคราว เศร้าชั่วโคตร” - เสียงแอดทอยในไลฟ์ลอยมาเลย 555+
12. Promodoro เป็นเทคแบ่งเวลาทำงานเพื่อสลับไปมาระหว่าง Focus mode และ Diffuse mode
[1] โฟกัส 25 นาที [Focus mode] > พัก 5 นาที [Diffuse mode] > โฟกัส 25 นาที > ทำซ้ำ
[2] ทำแบบนี้สลับกันไป 3 รอบ แล้วพักยาว 30 นาที [Diffuse mode]
Key สำคัญคือ โฟกัส ต้องโฟกัสจริงๆ พัก ก็ต้องพักจริงๆ
13. โฟกัสจริงๆคือไม่ทำหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) เพราะสองเราเวลา shift focus ไปมานั้น ‘มีต้นทุน’ (พลังงาน, เวลา)
เหมือนอย่างถ้าเราเปิด-ปิด คอมพิวเตอร์ มันก็จะต้องให้เวลาบูตเครื่องก่อนถึงจะใช้งานได้
14. แอดทอยแนะนำว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ 25 นาที เป๊ะๆก็ได้ เริ่มจากน้อยๆก่อนแล้วค่อยๆเพิ่มให้เหมาะสมกับเรา
15. การนอนสำคัญมากๆๆๆ ช่วง เวลาที่เรานอนสมองจะ Consolidate ข้อมูล และ ‘กำจัดสารพิษ’ ที่ตกค้างในระหว่างที่เราตื่นอยู่ ทำให้เมื่อเราตื่นมา การคิด การตัดสินใจ ‘ดีขึ้น’
16. เรื่องของความจำ (Memory) มี 2 ประเภทคือ
[1] Working memory: ความจำระยะสั้น ใช้ตอนทำงาน, เรียน
ความจำประเภทนี้มีพื้นที่จำกัด เราสามารถรับข้อมูลได้ประมาณ 4 chunks (4 ส่วน) ยกตัวอย่างที่เบอร์มือถือมีแบ่งเป็นส่วนๆด้วย “-” ให้จำง่ายขึ้น
[2] Long term memory: เราสามารถเปลี่ยนความจำระยะสั้นเป็นระยะยาวได้จากการฝึกฝน หรือทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง
17. เราสร้าง Long term memory ด้วยการใช้เทคนิค “Spaced Repetition” หรือ “การทำซ้ำ (ฝึกฝน) แบบเว้นช่วง”
การสร้างความจำระยะยาวเหมือนการเข้าฟิตเนสฝึกกล้ามเนื้อ กล้ามเราไม่สามารถสร้างได้ใน ‘วันเดียว’
ความจำเป็นแบบเดียวกัน เลย
“อ่านหนังสือ 10 รอบในวันเดียว ได้ผลไม่ดีเท่า อ่านวันรอบแต่อ่าน 10 วัน”
18. สรุปไอเดียที่ได้จากไลฟ์นี้
[1] สมองเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม้แต่ตอนนอน
[2] เลือกใช้ Focus mode และ Diffuse mode ให้เหมาะกับงาน
[3] ให้ใช้ 2 mode ในข้อ 2 ร่วมกันในงาน หรือการเรียนเรื่องที่ยากๆ (Pomodoro)
[4] การนอน (อย่างเพียงพอ) ช่วยให้ความจำดีขึ้น
[5] ฝึกฝน ทบทวนเพื่อสร้างความจำระยะยาว (Long term memory)
จริงๆแล้วพวกเรารู้อยู่แล้วว่าเรา ‘ควรทำอะไร’ เพื่อให้เราเก่งขึ้น แต่วิธีการเรียนรู้นี่แหละที่ทำให้เรา ‘ไปได้ไกล’ กว่าคนอื่นๆ
เราเพียงต้องรู้ว่าเราต้อง “เรียนอย่างไร (Learn How to Learn)”
ไลฟ์นี้มีอีกหลายเรื่องเลยที่ไม่ได้เอามาแชร์ในโพสนี้ ใครอ่านมาถึงตรงนี้สามารถเข้าไปฟังแบบเต็มได้ในลิ้งนี้เลยนะคร้าบ
https://www.youtube.com/watch?v=G8yyjE9iGN4&t=2942s
อ่านแล้วได้ไอเดียอะไรบ้างมาเม้นแชร์กันได้เลยย
ขอบคุณแอดทอย ที่มาเม้ามอยกันในไลฟ์นี้ด้วยค้าบได้ไอเดียดีๆเอาไปใช้เยอะเลย

















































