สทนช. เตือน 33 จังหวัด ระวังน้ำหลากดินถล่ม 24-28 ส.ค.นี้
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ออกประกาศฉบับที่ 18/2568 วันที่ 21 สิงหาคม เตือน 33 จังหวัดเสี่ยงเจอฝนหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ระหว่าง 24-28 สิงหาคมนี้ โดยภาคเหนือมี เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ส่วนอีสานมี เลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร ชัยภูมิ นครราชสีมา ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ภาคตะวันออกมี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ขณะที่ภาคใต้มี ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา และภูเก็ต โดยสทนช.กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมบุคลากร เครื่องจักร และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าเพื่อรับมือทันที
#ข่าวเตือนภัย #ข่าวtiktok #กรมประชาสัมพันธ์ #สทนช #สภาพอากาศ
ในช่วงฤดูฝนที่มีพายุและฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย การเตรียมการและการเฝ้าระวังภัยพิบัติน้ำหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนถล่มเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกพื้นที่ควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 33 จังหวัดที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม ระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคม 2568 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออกจนถึงภาคใต้ สำหรับการจัดการและป้องกันความเสียหายจากภัยน้ำหลากและดินโคลนถล่ม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการติดตามสถานการณ์ฝนและระดับน้ำในลำน้ำใหญ่ลำน้ำหลักอย่างใกล้ชิด โดยใช้เทคโนโลยีระบบติดตามสภาพอากาศและน้ำ เพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ประชาชนเตรียมตัวรับมืออย่างทันท่วงที นอกจากนี้ควรเตรียมเครื่องจักรและอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น รถแบคโฮ เครื่องสูบน้ำ และเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง ประชาชนที่อาศัยหรือเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงควรรู้จักพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม รวมถึงจุดอพยพให้ชัดเจน และเตรียมถุงยังชีพและอุปกรณ์จำเป็นติดตัวไว้ กรณีถูกตัดขาดจากพื้นที่อื่น นอกจากนี้ยังควรติดตามข่าวสารอัพเดทจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ ผ่านช่องทางการสื่อสารที่เชื่อถือได้เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญ โดยสรุป การแจ้งเตือนของสทนช. สะท้อนถึงความเร่งด่วนในการเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณฝนตกหนักและความเสี่ยงน้ำท่วมสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและการมีส่วนร่วมของประชาชน จะช่วยลดความเสียหายและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ










