สภาวะกลับด้าน “กระแสธรรมรวมลงสู่โลก”

❣️สภาวะกลับด้านจาก กระแสธรรมในธรรมชาติ รวมลงสู่ร่างกายในโลกจริง

- จิตเริ่มเชื่อมกระแสเหมือนแสงที่แยก รวมลงสู่กาย

- การเริ่มเรียนรู้การกระจายกระแสทั้งหมด เสมือน ความว่าง รวมลงกาย (ขันธ์) แล้วปรับระบบสู่สมดุลย์ ทำงานร่วมกัน

🌟เกิดการเรียนรู้กลับด้านอีกครั้งที่ต่างจากเดิมสิ้นเชิง

* รับรู้กระแสภายในระหว่าง 2 ฝั่ง ความคิด-จิต แปลความรู้สึก เป็นข้อความและการเคลื่อนไหวที่ประสานระบบประสาทภายในกาย ให้เข้าใจการปรับสมดุลย์ภายใน (ปัญญาฐานกายที่ลึกขึ้นกว่าเดิม)

* ร่างกายเริ่มตรวจสอบตนเองให้สมดุลย์ทีละส่วน ส่งผลต่อท่าทางการยืดเหยียดเส้น ความอยากอาหาร และพฤติกรรมการการทำงาน

* จิตและกายตอบสนองต่อสิ่งที่ตึงเครียดชัดเจน อาการแสดงออกให้รู้ในแรงต้านภายใน ความเพลียกะทันหัน การมึนเกิดก่อนเมื่อต้องเจอข้อมูลหรือเแรงหตุการณ์ให้ใช้แรงมากเกินไป

* พลังธรรมชาติรวมสอนภายในให้ปรับระบบมากขึ้น กลายเป็นสมดุลย์ด้วยการกระทำที่พอเพียง สู่ความสบาย จิต กาย ใจ

* เส้นทางการเลือกงานเริ่มชัด พฤติกรรมเริ่มสมดุลย์ ไปพร้อมความสัมพันธ์ที่สบายๆ การเปิดใจค่อยๆขยายมากขึ้น เดปลี่ยนจากส่วนที่เคยกดนิสัยเดิม และพยายามทำดี กลายเป็น ปล่อยวางง่าย จึงประสานการไหลลื่นไปพร้อมกับคนรอบข้าง แบบสบายๆ

* อารมณ์กลับมาเห็นชัดเหมือนเคยว่าผุดขึ้นตามทาง แต่มันรู้ไวดับไว จึงยังไม่ทันแสดงอะไร

* เมื่อเรียนรู้โลกด้วยจิตสบายๆปล่อยวาง จึงกลายเป็นการยอมรับทุกอารมณ์ ว่ามันมีอยู่ และเป็นไปตามนั้นได้ ไม่เป็นไร

* คำว่าไม่มี ไม่เป็น แสดงออกกลายเป็น การกระทำ ที่บอกกับตนเองและคนรอบข้างได้ว่า “ไม่เป็นไร”

* เรื่องต่างๆจึงคลี่คลายด้วยความสบายใจ เปิดรับฟัง สร้างความรู้สึกดีๆต่อกัน

* ความรักแบบนี้ จึงสอนการรับผิดชอบตัวเองและสังคม ไปแบบอัตโนมัติ เพราะต่างคน ต่างเข้าใจ เห็นใจ และบอกต่อกันด้วยความรู้สึกจริง

* จิตสู่จิต จึงเป็นการกระทำง่ายๆ แต่ปรับระบบภายใน และจิตใจคนรอบข้าง ได้แบบสะกิดเบาๆ แต่ลงลึกสู่สำนึกร่วมกัน อย่างถาวร

🍁จิต คล้าย ธรรมชาติรู้ ที่พาให้เราเรียนรู้

การเรียนรู้พัลวัน ย้ำชัดว่า

“ยิ่งยึดต่อการอยากรู้ ยิ่งสร้างรูป-นาม สะท้อนให้ได้รู้”

“เมื่อไม่ปล่อยสิ่งที่รู้ จึงขยายเรื่องราวมากมายเหมือนจัดรวาลขยายสู่อนันต์”

“เมื่อยังเชื่อต่อสิ่งที่รู้ จึงบล็อคสมองให้สร้างโครงสร้างเพียงระดับความรู้สึกนั้น”

“เมื่อยึดว่ามันมี มันจริง จึงไม่เห็นด้านตรงข้าม”

”เมื่อมีคำถาม จึงเรียนรู้ในสิ่งนั้น ไม่จบสิ้น“

“ทุกความสงสัย ขยายเวลาออกไปจากปัจจุบันขณะ”

“ทุกความอยากรู้ ส่งความเร่งออกมาให้จิตกระจายออกจากศูนย์กลาง”

🌟คำสอนที่ว่า

“เรียนรู้ในความเป็นปกติ” เหมือนเป็นเรื่องที่ทำง่ายๆ แต่กว่าจะเข้าใจ เราก็ต้องผ่านความยากสุดๆก่อน

เพราะการรวมศูนย์ จะต้องผ่านการสะสม เก็บตก ส่วนต่างๆ ที่เคยแผ่ เคยยึด เคยขยายออก เพื่อรวมเข้าสู่จุดใจกลาง ก่อนปรับสู่ความว่าง เพื่อขยายออกสู่เรื่องราวระดับใหม่

(เสมือนหลุมดำรวมมวลสาร ก่อนระเบิดสู่จักรวาลใหม่)

ทุกศาสนา สอนถึง ความดีที่มีในตนเอง

ศาสนาพุทธ กล่าวถึง การกระทำในปัจจุบันขณะ

เซน กล่าวถึง การกลับมาเป็นปกติ

ธรรมชาติ เผยถึง การเปลี่ยนไปมา ผ่านมาผ่านไป

ความสุข สบาย และสมดุลย์ จิต กาย ใจ

อยู่ที่เราจะ ลืม (ว่าง-ไม่สนใจ) เรียนรู้ไปเรื่อยๆ (รับรู้ เข้าใจและปล่อยผ่าน เติมใหม่ได้) หรือจดจำ (ยึด)

จึงไม่แปลกใจกับคำที่ว่า

“นิพพาน มีอยู่ในทุกคน และจะเข้าถึงได้ เมื่อไม่ยึดต่อนิพพาน”

🌈สิ่งที่ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิงคือ

* การรับรู้ไว จึงปล่อยไว

* การเข้าใจตนเองว่า อะไรที่เคยยึด ความรู้สึกที่จิตกำลังเข้าไปยึด ความรู้สึกที่จิตปล่อยออกแล้ว

* การเข้าใจผู้อื่นว่า ทุกคนมีหลายตัวตน หลายวิถีชีวิต และต้องเรียนรู้ จึงเกิดการตระหนักรู้ และวางได้เอง

* ความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกัน ด้วยความรู้สึกเท่าเทียม ที่เคารพซึ่งกันและกัน

* เห็นความสำคัญของทุกชีวิต คุณค่าการมีชีวิต แทนการทิ้งตรงหน้า ไปหาทางออกสู่สวรรค์ นิพพาน

**เพราะชัดแล้วว่า สวรรค์ นรก เกิดทุกขณะจิต และดับได้ในปัจจุบัน**

++

โครงสร้าง การเรียนรู้จิตตามธรรม

(ต่อ EP3)

3/23 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่ได้ทดลองเรียนรู้และปฏิบัติตามสภาวะกลับด้านของกระแสธรรมที่รวมลงสู่ร่างกายและโลกจริง พบว่าการรู้จักปล่อยวางและปรับสมดุลย์ภายในนั้นไม่ได้เป็นเรื่องง่ายในตอนแรก เพราะต้องใช้เวลาและความสังเกตอย่างละเอียดถึงการเคลื่อนไหวของจิตและความรู้สึกในแต่ละช่วงเวลา ขณะที่เราเริ่มตื่นตัวกับกระแสพลังที่เคลื่อนไหวอยู่ภายใน จิตใจจะค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะรับรู้ความตึงเครียดหรือแรงต้านในร่างกาย เช่น อาการเพลีย ล้า หรือความรู้สึกปวดเมื่อย เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับพลังธรรมชาติที่สอนให้เราทำงานร่วมกันอย่างสมดุล โดยเฉพาะการเลือกเส้นทางชีวิต การทำงาน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ที่จะดำเนินไปอย่างสบาย ๆ และเคารพซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง การยอมรับอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะโดยไม่ตัดสินหรือยึดถือ คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราปล่อยวางได้ไว อารมณ์ลบหรือความเครียดถูกรับรู้และดับไปอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้สะสมจนกลายเป็นความทุกข์ต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การเข้าใจว่าทุกคนมีความหลากหลายของตัวตนและวิถีชีวิตแตกต่างกัน การเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของชีวิตและความสัมพันธ์ในมุมมองที่เท่าเทียมกันโดยไม่มีการตัดสิน ทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงและรักใคร่ในระดับจิตใจ เพราะความรักและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เมื่อมีความเข้าใจอย่างแท้จริง สุดท้าย อยากเน้นย้ำว่า "นิพพาน" ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายที่แยกออกจากชีวิตประจำวัน แต่มันเป็นสภาพที่อยู่ในทุกขณะจิต เมื่อเราหลุดพ้นจากการยึดติด เราจะสัมผัสกับความสงบและสมดุลที่แท้จริงในทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวัน และนี่คือการเรียนรู้จากธรรมชาติและกระแสพลังที่รวมอยู่ในกายใจโดยแท้จริง