Day 35 ✨ ของการปรับการกิน 🥬🫛🍣🥗🍲
อย่างนี้เสื้อเอวลอยต้องเข้าแล้ว
ถ้าใครกำลังถามตัวเองว่า “อ้วนไหม” เราว่ามันเป็นคำถามที่ตอบยากมาก เพราะแค่ตัวเลขบนตาชั่งไม่ได้บอกทั้งหมดเลย เราเองตอนเริ่มปรับการกินใหม่ ๆ ก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมบางวัน แต่พอเช็กแบบ “ดูสัดส่วน + ความรู้สึกของร่างกาย” จะเห็นภาพชัดกว่า 1) เช็กจาก “รอบเอว” มากกว่าน้ำหนัก สิ่งที่เราทำคือใช้สายวัดวัดรอบเอวตอนเช้า (หลังเข้าห้องน้ำ ก่อนกินข้าว) แล้วจดไว้สัปดาห์ละ 1–2 ครั้งพอ ไม่ต้องวัดทุกวันเพื่อไม่ให้เครียด จุดสำคัญคือวัดตำแหน่งเดิมเสมอ เช่น บริเวณสะดือ/เหนือสะดือเล็กน้อย แล้วดูแนวโน้มว่าลดลงหรือคงที่ 2) เช็กจาก “เสื้อผ้าตัวเดิม” โพสต์นี้บอกเลยว่า “เสื้อเอวลอยต้องเข้าแล้ว” อันนี้เป็นวิธีที่เราใช้เหมือนกันค่ะ เลือกกางเกงหรือกระโปรงทรงเดิมที่เคยคับ แล้วลองใส่ทุก 2 สัปดาห์ ดูว่าตรงเอวแน่นน้อยลงไหม นั่งแล้วอึดอัดไหม วิธีนี้ช่วยให้เห็นผลแบบจริง ๆ โดยไม่โฟกัสที่คำว่าอ้วน/ไม่อ้วนเกินไป 3) เช็กจากอาการบวมน้ำและพลังงานในแต่ละวัน บางครั้งที่รู้สึก “อ้วน” อาจเป็นเพราะบวมน้ำ นอนไม่พอ เครียด หรือกินเค็มจัดมากกว่า เราสังเกตว่าเมื่อกินสมดุล (Nutrition balanced diet) และดื่มน้ำถึง นอนพอ หน้าท้องจะยุบไวมาก โดยเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน 4) แนวทางปรับการกินให้สมดุลแบบทำได้จริง (สไตล์ Day 35) - โปรตีนทุกมื้อ: ไข่ ปลา ไก่ เต้าหู้ ช่วยอิ่มนาน ลดกินจุกจิก - ผักครึ่งจาน: ช่วยเรื่องไฟเบอร์และความอิ่ม (เราชอบผักลวก/สลัดแบบน้ำสลัดเบา ๆ) - คาร์บคุณภาพ: ข้าวกล้อง มันหวาน ขนมปังโฮลวีต เลือก “ปริมาณ” ให้เหมาะ ไม่ต้องงดจนเครียด - ไขมันดี: อะโวคาโด ถั่ว น้ำมันมะกอก ช่วยเรื่องอิ่มและฮอร์โมน (แนว Hormone balance diet) 5) คำถามที่ควรถามแทน “อ้วนไหม” - รอบเอวลดลงไหม? - ใส่เสื้อผ้าแล้วสบายขึ้นไหม? - หิวโหยน้อยลง/พลังงานดีขึ้นไหม? ถ้า 2–3 ข้อนี้ดีขึ้น เราว่านั่นคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังไปในทางที่ดีแล้วค่ะ สุดท้าย ถ้ารู้สึกกังวลมาก ลองถ่ายรูปมุมเดิม แสงเดิม ทุก 2 สัปดาห์ แล้วเทียบคู่กับรอบเอว จะช่วยให้ตอบตัวเองได้ชัดขึ้นว่า “เราไม่ได้แย่ลง” แต่อยู่ในกระบวนการปรับโภชนาการเพื่อเอวบางแบบยั่งยืนค่ะ































