เทรล บทที่ 4 : สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้หิน
บทที่ 4 : สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้หิน
เวลา 05:17 น.
แสงแรกของวันเริ่มซึมผ่านม่านหมอก
ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีเทาเงิน
ยอดไม้สูงหลายสิบเมตรยืนเรียงรายเหมือนเสาดำขนาดยักษ์
หมอก ไอน้ำลอยอยู่เหนือพื้นป่า
บางจุดหนาจนมองไกลออกไปได้ไม่เกินสิบเมตร บางจุดแค่เดินผ่านไอน้ำก็เปียกเต็มใบหน้า ริบบิ้นบอกทางเปึยกน้ำ ห้อยลงมา
เส้นทางการแข่งขันไต่ขึ้นต ามสันเขาแคบๆ
ด้านหนึ่งเป็นหน้าผาเตี้ย
อีกด้านเป็นป่าทึบ
พื้นเต็มไปด้วยรากไม้ที่ชอนไชออกมาจากดิน
เปียกและลื่นราวกับทาด้วยน้ำมัน ร่องรอยคนที่วิ่งไปก่อนหน้า เท้า ลื่นเป็นทางยาว จนต้องใช้มือช่วย
เสียงรองเท้านักวิ่งกระทบหินดังเป็นจังหวะ
ตึก...
ตึก...
ตึก...
ก่อนจะค่อยๆ ห่างออกไป
"เชี่ย..! แม่ง ลื่น ชิบหาย!?"
ไอ้หนุ่มผมเกรียนสบถ
เมื่อกลุ่มนักวิ่งเริ่มกระจายตัวตามความเร็วของแต่ละคน
พรานบ่าวชะลอฝีเท้า เขาไม่อยากร่วงลงไปด้านล่าง มันสูงจนมองไม่เห็นพื้นล่าง
สายตายังคงมองไปยังจุดที่กฤษณ์หันไปเมื่อครู่
ในฐานะพราน
เขาเชื่อสัญชาตญาณตัวเองมากกว่าคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์
คนที่กำลังเหนื่อยจากการปีนเขา
จะไม่เสียเวลาหันมองป่าลึกโดยไม่มีเหตุผล
โดยเฉพาะคนที่กำลังทำเวลา
พรานบ่าวหย ุดข้างต้นก่อขนาดใหญ่
หนามจากลูกมันยังสดใหม่
แกล้งก้มลงผูกเชือกรองเท้า
ค่อยๆ ปล่อยตดออกมา ขมิบเต็มที่
ด้วยมารยาทอุนดีของพราน
"แป้ดด.." "เชี่ย!?"
ปล่อยให้นักวิ่งหลายคนวิ่งผ่านไป
เฒ่าผมหงอก ที่คุยกัน เมื่อเช้า
เอามือปิดจมูก เหมือนเหม็นอะไร
เมื่อไม่มีใครสนใจ
เขาจึงก้าวออกจากเส้นทางหลัก
เข้าสู่ป่าทึบทางซ้าย
ทันที
โลกอีกใบปรากฏขึ้น
เสียงนักวิ่งหายไปเกือบหมด
เหลือเพียงเสียงลม
เสียงนกป่าที่เริ่มตื่น
และเสียงหยดน้ำจากใบไม้
อากาศเย็นลงอย่างชัดเจน
กลิ่นดินชื้นเข้มข้นขึ้น
ปนกลิ่นมอส
กลิ่นเห็ดป่า
และกลิ่นไม้ผุที่นอนอยู่บนพื้นมานานหลายปี
พรานบ่าวเดินอย่างเงียบเชียบ
เหมือนเงาที่เคลื่อนผ่านต้นไม้
เขาไม่ต้องใช้มีดพร้าฟันทาง
ไม่ต้องจับกิ่งไม้ให ้สั่น
ทุกก้าวถูกวางอย่างระมัดระวัง
จนแทบไม่มีเสียง
ผ่านไปประมาณห้าสิบนาที...
ไม่
สำหรับพรานบ่าว
แค่ห้านาที
แต่ในป่า
ห้านาทีก็มากพอให้หลงทางได้
เขาพบสิ่งผิดปกติ
ก้อนหินแกรนิตขนาดใหญ่
สูงประมาณอกคน
ด้านบนปกคลุมด้วยมอสสีเขียวเข้ม
ดูเหมือนหินธรรมดา
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาเขา
คือใบไม้แห้งรอบๆ
บางส่วนถูกเคลื่อนย้าย
เหมือนมีใครเปิดแล้วปิดกลับ
พรานบ่าวคุกเข่าลง
ใช้นิ้วแตะพื้นดิน
ดินยังแน่น
ไม่มีรอยขุดใหม่
แต่มีรอยกดเล็กๆ
เหมือนเคยมีคนมานั่งตรงนี้
มากกว่าหนึ่งครั้ง
เขาไล่สายตามองไปรอบๆ
ก่อนหยุดที่ด้านหลังหิน
มีช่องแคบๆ
กว้างไม่ถึงครึ่งเมตร
ถูกซ่อนด้วยเถาวัลย์และเฟิร์น
ถ้าไม่สังเกต
คงไม่มีทางเห็น
หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้น
พรานบ่าวค่อยๆ แหวกเฟิร์นออก
ภายในช่องหิน
มีสิ่งของชิ้นหนึ่ง
เป็นกระป๋องโลหะสีเขียวหม่น
เก่า ดูไงก็ไม่เหมือนป๋องเบียร์
เป็นรอยขีดข่วนเต็มไปหมด
ขนาดประมาณกระติกน้ำ
ฝาปิดถูกพันด้วยเทปกันน้ำสีดำ
พรานบ่าวนิ่งไป
ความรู้สึกแรกไม่ใช่ดีใจ
แต่เป็นความระแวง
ในป่า
ของที่ถูกซ่อนไว้อย่างดี
มักไม่ใช่ของที่ควรแตะ
เขาหยิบมันออกมาอย่างระมัดระวัง
น้ำหนักประมาณหนึ่งกิโลกรัม
ไม่หนักมาก
ไม่เบา
เมื่อเขย่าเบาๆ
ไม่มีเสียง
เขาค่อยๆ เปิดฝา
ช้า...
ช้ามาก...
จนได้ยินเสียงเทปขาด
แคร่ก...
ข้างใน
มีถุงพลาสติกกันน้ำ
สมุดโน้ตเล่มเล็ก
ไฟฉายสำรอง
แบตเตอรี่
และ...
แผนที่
พรานบ่าวดึงแผนที่ออกมา
กระดาษกันน้ำสีครีม
มีเส้นดินสอจำนวนมากพาดไปทั่วภูเขา
วงกลมสีแดงหลายจุด
พร้อมตัวเลขกำกับ
แต่สิ่งที่ทำให้เขาขมวดคิ้ว
คือมันไม่ใช่แผนที่ที่ถูกขโมย
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ทั้งหมด
มันเป็นเพียงสำเนาบางส่วน
เหมือนใครสักคนกำลังถอดข้อมูลออกมาทีละนิด
"ใครกัน..."
พรานบ่าวพึมพำ
ลมหายใจเริ่มหนักขึ้น
นี่ไม่ใช่หลักฐานที่คนร้ายจะทิ้งไว้โดยบังเอิญ
แต่เหมือนจุดพัก
หรือจุดส่งต่อ
สำหรับคนที่กำลังทำอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้น
เป๊าะ!
ไม่ไกลจากตัวเขา
พรานบ่าวแข็งค้าง
ประสาทสัมผัสทั้งหมดตื่นขึ้นทันที
มือขวาคว้ามีดพกที่เอวโดยอัตโนมัติ
สายตาหันไปยังต้นเสียง
ระยะประมาณยี่สิบเมตร
หลังแนวไผ่ป่า
มีบางอย่างเคลื่อนไหว
เร็วมาก
แวบเดียว
แล้วหายไป
พรานบ่าวลุกขึ้นทันที
วิ่งตาม
พุ่มไม้สั่นไหวต่อเนื่อง
เหมือนมีใครกำลังหนี
เขากระโดดข้ามท่อนไม้ล้ม
ลอดกิ่งไม้เต ี้ย
ฝ่าเฟิร์นหนาทึบ
แต่เมื่อไปถึงจุดนั้น
กลับไม่พบใคร
มีเพียงความเงียบ
และหมอกสีขาวที่ลอยต่ำเหนือพื้นดิน
จากนั้น
เขาก้มลงมองพื้น
รอยเท้า
มีอยู่จริง
สดใหม่
ดินยังไม่ทันคืนตัว
แต่ไม่ใช่รองเท้าวิ่งเทรล
ไม่ใช่รองเท้าของกฤษณ์
และไม่ใช่รองเท้าของนักแข่งทั่วไป
มันเป็นรองเท้าหนังหุ้มข้อ
แบบที่คนในเมืองนิยมใส่
พรานบ่าวจ้องรอยนั้น
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามา
ทันที
คนที่กำลังเฝ้ากล่องใบนี้...
อาจไม่ได้อยู่ในการแข่งขันเลย
และบางที
คนร้ายที่แท้จริง
อาจกำลังเฝ้ามองนักวิ่งทุกคนอยู่จากในป่า
โดยไม่มีใครรู้ตัว
ไกลออกไป
เสียงลำโพงจากจุดบริการน้ำดังแว่วมาตามลม
แสดงว่าพรานบ่าวเสียเวลาไปมากแล้ว
ถ้ายังไม่กลับเส้นทาง
เขาอาจไม่ทันประกบกฤษณ์
และภารกิจสนามแรก
อาจล้มเหลวตั้งแต่เช้า
เขามองกล่องโลหะในมือ
ก่อนเก็บทุกอย่างกลับเข้าที่เดิม
อย่างระมัดระวัง
แล้วเริ่มวิ่งกลับสู่เส้นทางการแข่งขัน
โดยไม่รู้เลยว่า
บนต้นไม้ใหญ่ห่างออกไปไม่ถึงสามสิบเมตร
มีเลนส์กล้องตัวหนึ่ง
กำลังจับภาพเขาอยู่เงียบๆ
จบบทที่ 4 🌫️🌲📦🏃♂️📷





