ทำไมเราถึงมีนิสัยแปลกๆ บางอย่างที่แก้ไม่หายสักที?
เคยเอะใจ ว่า ทำไมเราถึงมีนิสัยแปลกๆ บางอย่างที่แก้ไม่หายสักที?
ปิงเคยสังเกตตัวเอง และคุยกับคนสนิทคนนึงถึงสาเหตุนิสัยบางอย่างของเราและเขา ว่ามันน่าจะมีที่มาจากปมในวัยเด็ก แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ “อดีตไม่สำคัญหรอก ดูที่ปัจจุบันก็พอ”
ประโยคนั้นทำให้ปิงกลับมาศึกษาเรื่องนี้จริงจังมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าคำตอบนั้นมันเป็นเพียงแค่การหลีกหนี และไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงหรือเปล่า จนพบความจริงในทางจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์สมองว่า... ปมในวัยเด็ก คือ ‘พิมพ์เขียว’ ที่คอยบงการชีวิต และมันมีผลกับเราในปัจจุบันอยู่จริงๆ
และจริงอีกที่ว่า การแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น และใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ มันเป็นเพียงการวิ่งหนีความเจ็บปวด ซึ้งมันอาจช่วยให้เรา ‘รอด’ ไปได้ในแต่ละวัน... แต่คำถามคือ เราอยากแค่รอด หรืออยากมีชีวิตที่ควรจะเป็น และมีความสุขจริงๆ กันแน่ล่ะ?
วันนี้ปิงเลยอยากมาชวนทุกคนหยุดวิ่งหนี แล้วมาสำรวจตัวเองกันก่อน ผ่าน 5 นิสัย (Red Flags) ยอดนิยม และสาเหตุ เพื่อให้คุณเข้าใจตัวเองและกลับไปเยียวยาเด็กน้อยคนนั้นกัน:
🔴 1. ชอบเอาใจจนสูญเสียตัวเอง (People Pleaser) หรือ พึ่งพาตัวเองมากเกินไป (Hyper-Independence)
สองขั้วนี้มักมาจากรากปมเดียวกันค่ะ คนนึงปฏิเสธใครไม่เป็น ยอมแบกความเดือดร้อนของทุกคนเพราะคิดว่า “ตัวเองจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อทำประโยชน์ให้คนอื่น” ส่วนอีกคนก็แบกทุกอย่าง ไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากใคร เพราะตอนเด็กๆ ไม่เคยมีพื้นที่ปลอดภัย เลยปฏิเสธใครไม่เป็น กลัวคนไม่รัก ยอมแบกความเดือดร้อนของทุกคนไว้เอง เพราะลึกๆ ในใจแอบคิดว่า “ตัวเราจะมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อทำประโยชน์ให้คนอื่นเท่านั้น”
🔴 2. เสพติดการควบคุม (Hyper-Control) หรือ กลัวการตัดสินใจ (Chronic Self-Doubt)
บางคนต้องควบคุมทุกอย่างรอบตัว แผนงาน คนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งอารมณ์คนอื่น หากผิดแผนจะวิตกกังวลขั้นสุด เพราะโตมาในบ้านที่คาดเดาอะไรไม่ได้จนรู้สึกไม่ปลอดภัย ในขณะที่บางคนกลับไม่กล้าเลือกอะไรเองเลย เรื่องเล็กๆ ก็ต้องถามคนอื่นตลอดเวลา เพราะลึกๆ กลัวความผิดพลาด จากการที่ทำอะไรก็โดนด ุหรือโดนตัดสินใจแทนมาตั้งแต่เด็ก
🔴 3. ชาชิน ไร้ความรู้สึก (Emotional Numbing)
ดูภายนอกเหมือนเป็นคนนิ่งๆ อะไรก็ได้สบายๆ แต่อีกมุมคือคุณกำลังเข้าไม่ถึงอารมณ์ของตัวเอง ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบอะไร โกรธตอนไหน หรือกำลังเศร้าอยู่หรือเปล่า นิสัยนี้เกิดจากตอนเด็กๆ เวลาแสดงความรู้สึกแล้วถูกเพิกเฉยหรือโดนดุ จนสมองเลือกที่จะ ‘ปิดสวิตช์’ อารมณ์เพื่อปกป้องตัวเองไม่ให้เจ็บปวด
🔴 4. ดึงดูดแต่ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Attracted to Toxicity) หรือ สร้างกำแพงวิ่งหนี (Avoidant)
ทำไมเราถึงมักจะพาตัวเองไปรักคนใจร้าย คนที่ละเลยความรู้สึก หรือพอเริ่มจะสนิทกับใครลึกซึ้งก็อึดอัด หวาดระแวง และชิงผลักไสเขาออกไปก่อน? ในทางจิตวิทยา นั่นเป็นเพราะสมองของเรามักจะวิ่งเข้าหา “ความคุ้นชินในวัยเด็ก” แม้ว่าความคุ้นชินนั้นจะเต็มไปด้วยความเ จ็บปวด หรือกลัวการโดนทิ้งเหมือนในอดีตก็ตาม
🔴 5. มองโลกในแง่ร้ายและหวาดระแวง (Cynicism)
ตั้งกำแพงสูงลิ่ว ระแวงไปก่อนว่าไม่มีใครจริงใจ ทุกคนเข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์ และเตรียมใจรอรับความผิดหวังอยู่ตลอดเวลา นิสัยนี้คือกลไกป้องกันตัวที่เกิดจากความผิดหวังซ้ำๆ ในอดีต โดยเฉพาะจากคนที่เราควรจะไว้ใจได้มากที่สุดในชีวิต
_________________________________
💡🛠️ วิธี ‘ส่งสัญญาณความปลอดภัย’ ให้ร่างกายเลิกจำปม:
การก้าวข้าม "ปมวัยเด็ก" (Childhood Trauma / Emotional Wounds) เป็นหนึ่งในการเดินทางที่กล้าหาญและต้องใช้เวลามากที่สุดในชีวิตมนุษย์เลยนะ เพราะปมพวกนี้มักไม่ได้อยู่แค่ในความทรงจำ แต่มันฝังลึกอยู่ในระบบประสาท วิธีคิด และรูปแบบความสัมพันธ์ของเราตอนโต
การหันกลับมามองบาดแผลในอดีตอาจจะดูน่ากลัว แต่ถ้าวันหนึ่งที่คุณพร้อม... นี่คือแนวทางทีละสเต็ปในการเยียวยาเด็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ
1. รับรู้ มองเห็น และยอมรับว่า "แผลนั้นมีอยู่จริง" (Acknowledge the Wound)
หลายคนพยายามก้าวข้ามด้วยการบอกตัวเองว่า "เรื่องมันผ่านไปแล้ว" หรือ "คนอื่นเจอหนักกว่าเราอีก" แต่นั่นคือการกดทับต่างหาก
• สิ่งที่ต้องทำ: มอง และยอมรับกับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่าสิ่งที่เราเจอในวัยเด็กนั้นมันเจ็บปวดจริงๆ และมันส่งผลให้เราเป็นคนแบบนี้ในปัจจุบัน (เช่น กลัวการถูกทิ้ง, กลัวการปฏิเสธ, รู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ หรือชอบยอมคนอื่นเพื่อรักษาความสัมพันธ์) การอนุญาตให้ตัวเองโกรธ เสียใจ คือก้าวแรกของการปลดล็อก
2. แยกแยะ "อดีต" ออกจาก "ปัจจุบัน" (Disentangle the Timeline) ปัจจุบันคือปัจจุบัน
• สิ่งที่ต้องทำ: เข้าใจ เตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า "ตอนนี้เราโตแล้ว" เรามีสิทธิ์ มีเสียง และมีอำนาจในการเลือกชีวิตตัวเอง 100% คนในอดีตไม่สามารถทำร้ายเราได้อีกต่อไปแล้ว
3. เยียวยาเด็กน้อยภายในใจ (Reparenting Your Inner Child)
ในเมื่อคนในอดีตไม่ได้ให้ในสิ่งที่เราต้องการ (เช่น ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข, คำชม, หรือความปลอดภัย) เราในตอนโตนี่แหละที่จะทำหน้าที่เป็น "พ่อแม่คนใหม่" ให้กับตัวเอง
• สิ่งที่ต้องทำ: "ไม่เป็นไรนะ เธอเก่งมากแล้ว", "เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลย", "จากนี้ไปฉันจะปกป้องเธอเอง" เธอเก่งที่สุด , เธอคู่ควรกับสิ่งดีๆ
4. เลิก "คาดหวัง" (Release the Expectation)
ปมส่วนใหญ่มักจะติดล็อกอยู่ตรงที่เรายังคาดหวังลึกๆ ว่า "สักวันคนที่ทำร้ายเรา หรือพ่อแม่ของเรา จะเข้าใจและกลับมาขอโทษหรือยอมรับในตัวเรา"
• สิ่งที่ต้องทำ: ยอมรับความจริงที่โหดร้ายแต่จะทำให้เราเป็นอิสระเถอะ คือ "เขาอาจจะไม่มีวันเปลี่ยน และไม่มีวันเข้าใจเรา" ตราบใดที่เรายังเอาความสุขของตัวเองไปผูกไว้กับคำขอโทษที่ไม่มีวันมาถึง เราก็ยังเป็นนักโทษของอดีตอยู่ การปล่อยมือจากความหวังนี้ ไม่ใช่การยกโทษให้เขา แต่เป็นการดึงพลังชีวิตกลับคืนมาสู่ตัวเอง
5. กล้าตั้งขอบเขต (Boundary): พาตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ
• สิ่งที่ต้องทำ: การถอยห่างออกมาเพื่อปกป้องจิตใจตัวเอง—แม้สิ่งนั้นจะเป็นคนในครอบครัวก็ตาม—มันไม่ใช่ความอกตัญญู แต่คือหน้าที่แรกที่เราต้องทำเพื่อรักษาร่างกายและจิตใจนี้ไว้
_______________________________
การหันกลับไปมองปมในใจ ไม่ใช่การกลับไปตอกย้ำความเจ็บปวด และไม่ใช่การลบอดีตทิ้ง เพราะเราเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วไม่ได้...
แต่มันคือการกลับไปโอบกอดและบอกเด็กคนนั้นในอดีตว่า “ไม่เป็นไรนะ ตอนนี้ ชีวิตของเธอเป็นของเธอ วันนี้เธอปลอดภัยแล้ว และฉันจะดูแลเธอเอง”
และในวันหนึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับไป เราจะส่องกระจกด้วยความภาคภูมิใจว่า... เราผ่านอดีตที่ใจร้ายมาได้ และเราเลือกที่จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีกับตัวเองในวันนี้แล้ว 🤍












