โรคทางจิตเวช #5 โรคแพนิค (Panic Disorder)

โรคแพนิค (Panic Disorder)

ไม่ใช่ความตื่นตูม ไม่ใช่ความอ่อนแอ...

แต่คือเมื่อ "ยามในใจ" กดกริ่งเตือนภัยจอมปลอม

"แค่เรื่องเล็กๆ ทำไมตื่นเต้นขนาดนั้น?"

"เลิกตื่นตูมสิ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง"

​เชื่อว่าคนที่เคยเผชิญหน้ากับเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Trauma) เช่น อุบัติเหตุ การสูญเสีย หรือการถูกทำร้าย ต้องเคยได้ยินประโยคเหล่านี้จากคนรอบข้างใช่ไหมคะ?

จู่ๆ ก็โดนตัดสินว่า "อ่อนแอ" ทั้งที่ลึกๆ แล้ว "อยากลืมใจจะขาด"

​แต่รู้ไหมคะว่าในทางการแพทย์ โรคแพนิค (Panic Disorder) ไม่ใช่ความอ่อนแอ ไม่ใช่ความตื่นตูม แต่มันคือ "ความทรมาน" ของระบบระบบประสาทที่ "ช็อก" จนสมองไม่ยอม 'ปิดสวิตช์เตือนภัย'

​เปรียบเทียบระบบประสาทของผู้ป่วยแพนิคเหมือน

"ยามในใจ"

ยาม ที่เคยทำหน้าที่ปกติ แต่หลังจากเจอเหตุการณ์ร้ายแรง ยามคนนี้กลับช็อกและขวัญหนีดีฝ่อ

​มองทุกอย่างที่คล้ายผู้บุกรุก (เช่น เงา, เสียงดัง, กลิ่น)

เป็นอันตรายถึงชีวิต และสั่งเปิด "ไซเรนเตือนภัย"

ค้างไว้ตลอดเวลา ทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่ในความกลัวตลอดเวลา

แอดมินสรุปกลไกความวุ่นวายนี้มาไว้ให้แล้วนะ

​(เลื่อนดูภาพประกอบ เพื่อทำความเข้าใจสมองของชาวแพนิคให้ชัดเจนขึ้นนะคะ 🎨)

ข้อความส่งท้ายถึงคนรอบข้าง:

หากคนใกล้ตัวคุณมีอาการเหล่านี้ อย่าไปดุหรือรำคาญที่เขา "เลิกคิดเรื่องอดีตไม่ได้" สักทีนะคะ เพราะเขาเองก็ทรมานและ "อยากลืมใจจะขาด" เหมือนกัน

การจับมือเขาพาไปพบจิตแพทย์ เพื่อรับยาและทำจิตบำบัด (CBT) คือทางออกที่จะช่วยปลอบยามในหัวได้ดีที่สุดค่ะ

​(📌 Disclaimer: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นความรู้ทางจิตวิทยาและสังเกตตัวเองเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากอาการเหล่านี้รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน แนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิกเพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสมนะคะ)

#โลกจิตฯวิทยา #นักจิตวิทยา #การ์ตูนจิตวิทยา #สุขภาพจิต #โรคแพนิค

4/5 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนที่ค้นหา “แพนิคคืออะไร / panic disorder คือ” มักกำลังอยากได้คำอธิบายที่จับต้องได้ และอยากรู้ว่าอาการที่เป็นอยู่ “ใช่แพนิคไหม” ฉันขอสรุปแบบภาษาคนธรรมดา ตามแนวคิดในโพสต์นี้ที่เปรียบเทียบว่าเหมือน “ยามในใจ” กดสัญญาณเตือนภัยปลอม (false alarm) นะคะ แพนิค (Panic attack) คือช่วงที่ร่างกายพุ่งเข้าโหมดฉุกเฉินแบบรวดเร็ว ทั้งที่จริงๆ ไม่มีอันตรายตรงหน้า ทำให้เกิดอาการทางกายชัดมาก เช่น ใจสั่น/หัวใจเต้นแรง เหงื่อออก มือสั่น หน้ามืด เวียนหัว แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม เหมือนจะเป็นลม หรือบางคนรู้สึก “เหมือนกำลังจะตาย/จะควบคุมตัวเองไม่ได้” อาการมักพีคในไม่กี่นาที แล้วค่อยๆ ลดลง แต่ทิ้งความเหนื่อยล้าและความกลัวไว้ได้ทั้งวัน ส่วน “โรคแพนิค (Panic Disorder)” มักหมายถึงภาวะที่มีแพนิคซ้ำๆ แบบคาดเดาไม่ได้ และตามมาด้วยความกังวลล่วงหน้าว่าจะเป็นอีก หรือเริ่มหลีกเลี่ยงสถานการณ์บางอย่าง (avoidance) เช่น ไม่กล้าอยู่คนเดียว ไม่กล้าเข้าห้าง ไม่กล้าขึ้นรถไฟฟ้า กลัวที่คนเยอะ เพราะกลัวว่าจะหนีไม่ทันหรือไม่มีใครช่วย นี่เป็นเหตุผลที่คนรอบข้างอาจเห็นว่าเขา “คิดมาก” แต่จริงๆ คือยามในใจระแวดระวังตลอดเวลา (hyperarousal) เหมือนไซเรนดังอยู่ในหัวไม่ยอมดับ คำถามยอดฮิตคือ “แพนิคเกิดจากอะไร” จากประสบการณ์ที่อ่านเคสและคุยกับหลายคน มักเกี่ยวกับความเครียดสะสม เหตุการณ์สะเทือนขวัญ (trauma) การสูญเสีย การเจ็บป่วยบางอย่าง คาเฟอีน/นอนน้อย หรือมี “ตัวกระตุ้น (trigger)” เช่น เสียงดัง เงา กลิ่น สถานที่ ที่ไปแตะความทรงจำเก่าๆ จนสมองดึงภาพเดิมกลับมาแบบฉับพลัน คล้ายแฟลชแบ็ก (flashbacks) ทำให้ร่างกายเชื่อว่าอันตรายจริง ถ้ากำลังหา “โรคแพนิค วิธีรักษา/รักษาอาการแพนิค” สิ่งที่ช่วยได้จริงมักเป็นการพบจิตแพทย์เพื่อประเมินและพิจารณายา (เพื่อลดความไวของระบบประสาท) ร่วมกับจิตบำบัด CBT ที่ช่วยฝึกสังเกตความคิด-ความรู้สึก-อาการกาย และค่อยๆ ฝึกเผชิญสิ่งกระตุ้นอย่างปลอดภัย เพื่อให้ “ยามในใจ” เรียนรู้ใหม่ว่าไม่ต้องกดกริ่งเตือนภัยตลอดเวลา ทิปเล็กๆ ตอนอาการขึ้น (ใช้เป็นการประคอง ไม่แทนการรักษา): ลองหายใจช้าลงแบบนับ 4-6 วางเท้ากับพื้นแล้วบอกตัวเองว่า “นี่คือสัญญาณเตือนภัยปลอม เดี๋ยวมันจะผ่านไป” และหาจุดโฟกัสรอบตัว 5 อย่าง (เทคนิค grounding) ถ้าอาการถี่ รุนแรง หรือเริ่มกระทบชีวิตประจำวัน แนะนำให้ไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อคัดกรองให้ชัด เพราะอาการแน่นหน้าอก/หายใจไม่ออกบางครั้งอาจคล้ายโรคกายอื่นได้เช่นกันค่ะ

ค้นหา ·
อาการของ panic disorder