オリーブオイル。食事の前に食べるか、美味しい食事の後に食べるか?
オリーブオイル。食事の前に食べるか、美味しい食事の後に食べるか?#Khun Tokは甲状腺の世話をします #甲状腺 #オリーブオイル #専用オリーブオイル #良い脂肪
ถ้าถามว่า Extra Virgin Olive Oil (น้ำมันมะกอกสกัดเย็น) “กินตอนไหนดี” จริง ๆ ไม่มีคำตอบตายตัวค่ะ เพราะขึ้นกับเป้าหมายที่เราอยากได้และอาการของแต่ละคน แต่จากที่ลองปรับเวลากินเอง + ดูจากหลักการย่อยอาหาร สรุปแนวทางได้ประมาณนี้ 1) ถ้าอยากเน้น “การดูดซึมสารต้านอนุมูลอิสระ” หลายคนเลือกกินก่อนอาหาร เพราะท้องค่อนข้างว่าง ทำให้ร่างกายดูดซึมบางอย่างได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันมะกอกสกัดเย็น (เช่น โพลีฟีนอล) แต่ถ้าเป็นคนที่ท้องไว/ระคายเคืองง่าย แนะนำเริ่มจากปริมาณน้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่มค่ะ 2) ถ้ามีกรดไหลย้อน คลื่นไส้ หรือท้องเสียง่าย กลุ่มนี้มักไม่เหมาะกับการกินตอนท้องว่าง เพราะไขมันอาจกระตุ้นอาการแสบร้อนหรือคลื่นไส้ได้ (บางคนเป็น บางคนไม่เป็น) วิธีที่ฉันแนะนำคือ “กินหลังอาหาร” หรือกินพร้อมอาหารไปเลย จะนุ่มนวลกว่า และยังได้ประโยชน์เรื่องไขมันดีเหมือนเดิม 3) ถ้ากังวลเรื่องท้องผูก/อยากช่วยระบบขับถ่าย บางคนใช้วิธีกินก่อนอาหาร แล้วดื่มน้ำอุ่นตามเล็กน้อย ช่วยให้ลื่นขึ้นได้ แต่ถ้ากินแล้วปวดท้องหรือถ่ายเหลว ให้ถอยมาเป็นกินหลังอาหารแทน จะคุมอาการได้ง่ายกว่า 4) แล้ว “น้ำมันมะกอกกินวันละกี่ช้อน” ถึงพอดี? โดยทั่วไปที่ทำได้ง่ายและไม่หนักเกินไปคือ 1–2 ช้อนโต๊ะต่อวัน (ประมาณ 15–30 มล.) แต่ถ้าเพิ่งเริ่ม แนะนำเริ่มแค่ 1 ช้อนชา–1 ช้อนโต๊ะก่อน 3–7 วัน เพื่อดูว่าท้องรับไหวไหม แล้วค่อยขยับค่ะ 5) กินยังไงให้เวิร์ก (และไม่เสียของ) - เลือกแบบ Extra Virgin / สกัดเย็น กลิ่นหอม มีรสเผ็ดซ่าเล็กน้อยได้ (เป็นคาแรกเตอร์ของโพลีฟีนอล) - ถ้ากินเปล่าไม่ไหว ให้ผสมกับสลัด โยเกิร์ต หรือราดบนอาหารหลังปรุงเสร็จ - ไม่แนะนำเอาไปผัดไฟแรงบ่อย ๆ ถ้าอยากเน้นสารต้านอนุมูลอิสระ (ความร้อนสูงทำให้คุณค่าบางส่วนลดลง) สรุปแบบเลือกให้เหมาะกับตัวเอง: ถ้าอยากเน้นดูดซึมและไม่มีอาการระคายท้อง ลอง “ก่อนอาหาร”; แต่ถ้ามีกรดไหลย้อน/คลื่นไส้/ท้องเสียง่าย ให้ “หลังอาหาร” จะสบายกว่า และคุมปริมาณวันละ 1–2 ช้อนโต๊ะกำลังดีค่ะ






























