เวลาถูกกดดัน เรากลายเป็นคนแบบไหนในที่ทำงาน
.
“ตัวตนของเราเวลางานปกติ
กับเวลางานกดดัน อาจไม่ใช่คนเดียวกัน”
.
ในวันที่งานเป็นไปตามแผน
เราอาจเป็นคนใจเย็น รับฟังความคิดเห็น พูดจาดี
และทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างราบรื่น
.
แต่ลองเป็นวันที่...
Deadline กำลังไล่หลัง
ลูกค้าตามงาน
หัวหน้ากดดัน
ลูกน้องทำงานพลาด
ประชุมแล้วไม่ได้ข้อสรุป
แถมยังมีงานด่วนเข้ามาอีก
.
เราอาจเริ่มเห็นตัวเองในอีกเวอร์ชันหนึ่ง
บางคนยอมทุกอย่าง
บางคนเริ่มหาคนผิด
บางคนเย็นชาจนเหลือแต่เหตุผล
บางคนเล่นมุกหรือเปลี่ยนเรื่องเพื่อหนีความอึดอัด
.
Virginia Satir นักบำบัดครอบครัวผู้พัฒนา Satir Model มองว่า
เมื่อมนุษย์เผชิญความเครียดหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย
เราอาจใช้รูปแบบการรับมือ (Survival/Coping Stances) บางอย่างเพื่อจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้า
.
สิ่งสำคัญคือ รูปแบบเหล่านี้ ไม่ใช่ Personality Type
คนคนเดียวอาจตอบสนองต่างกันตามบุคคลและสถานการณ์
.
ลองสังเกตดูว่า เวลางานกดดัน เรามักไปทางไหน
1. Placater — “ได้ครับ ไม่มีปัญหา”
หัวหน้าถามว่า “รับงานนี้เพิ่มอีกชิ้นได้ไหม”
ทั้งที่งานเต็มมือ แต่เราตอบว่า
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้”
.
ทั้งที่ในใจคิดว่า “ไม่ไหวแล้ว...”
นี่คือรูปแบบของ Placater หรือการยอมเพื่อรักษาความสัมพันธ์
.
เราให้ความสำคัญกับ อีกฝ่าย (Other) มาก
จนอาจลดความสำคัญของ ตัวเอง (Self) ลง
เราไม่อยากให้คนอื่นผิดหวัง
ไม่อยากมีความขัดแย้ง
ไม่อยากถูกมองว่าไม่ให้ความร่วมมือ
.
การช่วยเหลือคนอื่นไม่ใช่ปัญหา
แต่ถ้าเราตอบ “ได้” ทุกครั้ง ทั้งที่ตัวเองไม่ไหว
สุดท้ายอาจกลายเป็นงานล้น ความเครียด
หรือความไม่พอใจที่สะสมอยู่ข้างใน
.
2. Blamer — “แล้วใครเป็นคนทำเรื่องนี้?”
เมื่อเกิดข้อผิดพลาด
บางคนตอบสนองต่อด้วยการพยายามหาคนรับผิด
“ผมบอกแล้วว่าต้องมีปัญหา”
“ใครเป็นคนเช็กงานนี้?”
“ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงพลาดได้?”
.
นี่คือรูปแบบของ Blamer
.
ในช่วงเวลานั้น เราอาจให้ความสำคัญกับ ตัวเอง (Self)
แต่ลดคุณค่าหรือพื้นที่ของ อีกฝ่าย (Other) ลง
แน่นอนว่าองค์กรต้องมี Accountability
และคนทำงานต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ
.
แต่มีความแตกต่างระหว่าง
“ใคร รับผิดชอบเรื่องนี้ และเราจะแก้อย่างไร”
กับ “ใครผิด ฉันจะได้จัดการ”
.
ถ้าทุกครั้งที่เกิดปัญหา
ทีมรู้ว่าสิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือการหาคนผิด
คนก็อาจเริ่มป้องกันตัวเองมากกว่าช่วยกันแก้ปัญหา
.
3. Computer — “เอาเหตุผลมาคุยกัน”
บางคนเมื่อเจอความกดดัน จะตัดเรื่องความรู้สึกออก
แล้วพยายามอยู่กับข้อมูล กฎ และเหตุผล
.
“ตาม KPI คุณยังไม่ผ่าน”
“บริษัทกำหนดมาแบบนี้”
“ทุกคนก็งานเยอะเหมือนกัน”
เหตุผลเหล่านี้อาจถูกต้องทั้งหมด
.
ปัญหาไม่ใช่การใช้เหตุผล
แต่คือ เราอาจใช้เหตุผลจนมองไม่เห็นคน
.
ในกรอบของ Satir รูปแบบนี้มักเรียกว่า
Computer หรือ Super-reasonable
คือการให้น้ำหนักกับ บริบทและข้อเท็จจริง (Context) มาก
จนความรู้สึกของ ตัวเอง (Self)
และ อีกฝ่าย (Other) ถูกลดความสำคัญลง
.
บางครั้งคนตรงหน้าไม่ได้ต้องการให้เราเห็นด้ วยกับเขาทุกเรื่อง
แต่อย่างน้อย เขาอยากรู้ว่า
“สิ่งที่ฉันกำลังรู้สึก คุณรับรู้มันอยู่หรือเปล่า”
.
4. Distracter — “เอาน่า อย่าซีเรียสเลย”
อีกแบบหนึ่งคือ เมื่อสถานการณ์เริ่มตึงเครียด
เราพยายามหนีออกจากความอึดอัดนั้น
.
เปลี่ยนเรื่อง
เล่นมุก
พูดเรื่องอื่น
หรือทำเหมือนปัญหาไม่สำคัญ เช่น
ทีมกำลังคุยเรื่องความขัดแย้งกันอยู่ แล้วมีคนพูดว่า
“โอ๊ย เรื่องแค่นี้เอง ไปกินข้าวกันดีกว่า”
.
การใช้อารมณ์ขันไม่ใช่เรื่องผิด
และบางครั้งช่วยลดความตึงเครียดได้ดีด้วย
แต่ถ้าเราใช้มันเพื่อ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ควรถูกพูดถึง
ปัญหาก็ไม่ได้หายไป
เราเพียงเลื่อนมันออกไปเท่านั้น
.
Satir เรียกรูปแบบนี้ว่า Distracter หรือ Irrelevant
ซึ่งเป็นช่วงที่เราไม่ได้อยู่กับตัวเอง อีกฝ่าย
หรือสิ่งที่สถานการณ์กำลังต้องการอย่างแท้จริง
.
Satir เสนอแนวทางที่เรียกว่า Congruence
หรือการสื่อสารอย่างสอดคล้อง
หัวใจสำคัญคือ การมองเห็นและให้คุณค่ากับ 3 สิ่งพร้อมกัน คือ
.
Self — ตัวเรา
ฉันกำลังคิด รู้สึก และต้องการอะไร
Other — คนตรงหน้า
เขากำลังคิด รู้สึก และต้องการอะไร
Context — สถานการณ์
ข้อเท็จจริง เป้าหมาย และข้อจำกัดของเรื่องนี้คืออะไร
.
ลองกลับไปที่สถานการณ์เดิม
หัวหน้าถามว่า “รับงานนี้เพิ่มได้ไหม”
Placater อาจตอบว่า “ได้ครับ ไม่มีปัญหา”
ทั้งที่ตัวเองไม่ไหว
.
Blamer อาจตอบว่า
“จะให้ผมทำอีกเหรอครับ
งานเดิมก็เยอะเพราะคนอื่นส่งช้าทั้งนั้น”
.
Computer อาจเริ่มแจกแจงว่า
ตาม Capacity แล้วงานนี้ไม่ควรถูกมอบหมายมา
.
Distracter อาจหัวเราะแล้วพูดว่า
“สงสัยคืนนี้ไม่ต้องนอนแล้วมั้งครับ”
.
แต่ Congruent อาจพูดว่า
“ผมอยากช่วยงานนี้ครับ
แต่ตอนนี้มีสองงาน ที่ต้องส่งภายในวันนี้
ถ้างานนี้ต้องเสร็จด้วย...
เราช่วยกันจัด Priority ก่อนได้ไหมครับ”
.
ประโยคนี้ไม่ได้ตามใจอีกฝ่าย
ไม่ได้โจมตีอีกฝ่าย
ไม่ได้ละเลยข้อเท็จจริง
และไม่ได้ทอดทิ้งความต้องการของตัวเอง
.
มันกำลังบอกว่า
ฉันเห็นตัวเอง
ฉันเห็นคุณ
และฉันเห็นสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญร่วมกัน
.
นี่คือหัวใจของ Congruence
.
ลองสังเกตตัวเองในสัปดาห์นี้
เวลาถูกกดดัน...
เรารีบตอบว่า “ได้” ทั้งที่ใจอยากปฏิเสธหรือเปล่า?
เมื่อเกิดข้อผิดพลาด เรารีบถามว่า “ใครผิด?” ไหม?
เมื่อคนอื่นพูดเรื่องความรู้สึก เรารีบตอบกลับด้วย เหตุผล หรือเปล่า?
เมื่อบทสนทนาเริ่มอึดอัด เรารีบ เปลี่ยนเรื่องหรือเล่นมุก ไหม?
.
คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อตัดสินว่าเราเป็นคนแบบไหน
แต่มีไว้เพื่อช่วยให้เราเห็น Pattern ของตัวเองเมื่ออย ู่ภายใต้ความกดดัน
.
เพราะเราอาจไม่สามารถเลือกได้ว่า
วันนี้จะมีงานด่วนไหม ลูกค้าจะตามหรือเปล่า
หรือใครจะทำงานพลาด
.
แต่สิ่งหนึ่งที่เราค่อย ๆ ฝึกเลือกได้ คือ
เมื่อความกดดันเข้ามา
เราจะตอบสนองต่อคนตรงหน้าอย่างไร
.
บางทีการเติบโตในการทำงาน
ไม่ใช่การกลายเป็นคนที่ไม่เครียด ไม่โกรธ หรือไม่กลัว
แต่คือการที่แม้ในวันที่กดดัน
เรายังไม่ทิ้งตัวเอง
ไม่ทิ้งคนตรงหน้า
และไม่หลีกหนีความจริงของสถานการณ์
#ออแบท ดร.อธิษฐ์กร นิยมเดชาธีรฉัตร
#BatAthitkorn #นักจิตวิทยาองค์กร
#PsychologicalLeadership #Arthittalk
www.aptslutions.com






