บีทรูทเพิ่มพลัง
ช่วยลดความดัน: สารในบีทรูทช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น
เพิ่มพละกำลัง: ช่วยให้ร่างกายดึงออกซิเจนไปใช้ได้ดี ลดอาการเหนื่อยง่ายเวลาทำงาน
ต้านการอักเสบ: มีสารบีทาเลนช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ดีต่อข้อต่อและกล้ามเนื้อ
บำรุงตับ: ช่วยดีท็อกซ์และล้างสารพิษสะสมในตับให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพ
ระวังเรื่องนิ่ว: มีสารออกซาเลตสูง หากดื่มมากเกินไปอาจเสี่ยงเป็นนิ่วในไตได้
สีขับถ่ายเปลี่ยน: ปัสสาวะหรืออุจจาระอาจมีสีแดงชมพู ซึ่งเป็นสีธรรมชาติ ไม่ใช่อันตราย
ปริมาณที่พอดี: ควรดื่มเพียงวันละ 1 แก้ว (ประมาณ 200 มล.) และสลับไปดื่มน้ำผักอื่นบ้าง
สูตรแนะนำ: สกัดผสมแอปเปิ้ลหรือมะนาว เพื่อตัดกลิ่นดินและเพิ่มวิตามินในการดูดซึมคะ
จากประสบการณ์ตรงที่ลองดื่มน้ำบีทรูทเป็นประจำ พบว่าช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและมีพลังมากขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักมาจากสารไนเตรตในบีทรูทที่ช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีและเพิ่มประสิทธิภาพการนำออกซิเจนเข้าสู่กล้ามเนื้อ จึงลดอาการเหนื่อยง่ายในช่วงวันทำงานหนักได้มาก นอกจากนี้ บีทรูทยังมีสารบีทาเลนซึ่งมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ แนะนำให้รับประทานบีทรูทช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของข้อต่อและกล้ามเนื้อ สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหรือผู้สูงอายุที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายบ่อยๆ สิ่งสำคัญที่ควรระวังคือปริมาณการดื่มน้ำบีทรูท ควรจำกัดที่ประมาณวันละ 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) โดยเฉพาะคนที่มีประวัตินิ่วในไตหรือมีปัญหาเรื่องสารออกซาเลตสูง เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในไตได้ สิ่งที่น่าสนใจคือการสังเกตสีของปัสสาวะหรืออุจจาระหลังจากดื่มน้ำบีทรูท เพราะสีแดงหรือชมพูเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่อันตรายแต่อย่างใด สำหรับคนที่ไม่ชอบกลิ่นเจือดินของบีทรูท สามารถเพิ่มส่วนผสมของแอปเปิ้ลหรือน้ำมะนาวเพื่อช่วยตัดกลิ่นและเพิ่มวิตามินซี ซึ่งช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้นด้วย สุดท้าย การสลับดื่มน้ำผักชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น แครอท ขึ้นฉ่าย หรือแตงกวา จะดีต่อสุขภาพโดยรวม และช่วยไม่ให้ร่างกายได้รับสารตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป วิธีนี้ทำให้เราได้รับสารอาหารครบถ้วน และสร้างสมดุลในร่างกายได้ดียิ่งขึ้นจริงๆ





