#สรุปสาระสำคัญ พรบ.คุ้มครองแรงงาน(ฉบับที่9)
✅️1. กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐที่จ้างบุคคลธรรมดาในลักษณะจ้างเหมาบริการต้องจัดสวัสดิการด้านค่าตอบแทนวันหยุด และวันลา ไม่น้อยกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดและหากมีข้อพิพาทให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน
✅️2. ขยายสิทธิการลาเพื่อคลอดบุตรให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์สามารถลาเพื่อคลอดบุตรได้ในระยะเวลาไม่เกิน 120 วัน และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้ างในวันลาเพื่อคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานแต่ไม่เกิน 60 วัน
✅️3.ลูกจ้างหญิงสามารถลาต่อเนื่องจากการลาคลอดได้อีกไม่เกิน 15 วัน ในกรณีที่บุตรมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา
✅️4.ให้ "ลูกจ้าง"ทุกคน (ไม่จำกัดเพศ) มีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ไม่เกิน 15 วันโดยต้องเริ่มต้นการลาก่อนหรือภายใน 90 วันนับแต่วันที่คู่สมรสคลอดบุตร ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 15 วัน
✅️5.ให้นายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นยื่นแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงานต่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย ภายในเดือน มกราคมขอทุกปี
🗓 มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา)หรือ ตั้งแต่วันที่
7 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้น
จากที่อ่านตัวสรุปและเทียบกับอินโฟกราฟิก ประเด็นของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ที่คนส่วนใหญ่ค้นหา “ฉบับล่าสุด” มักอยากรู้ 3 อย่างคือ (1) ลาได้กี่วัน (2) ได้รับค่าจ้างกี่วัน/กี่เปอร์เซ็นต์ และ (3) ต้องทำอย่างไรถึงใช้สิทธิได้จริงในที่ทำงาน เลยขอเติมรายละเอียดแบบใช้งานได้ให้ค่ะ 1) ลาคลอด 120 วัน: วางแผนยังไงให้ไม่พลาดค่าจ้าง สิทธิลาคลอดเพิ่มเป็น “ไม่เกิน 120 วัน” และนายจ้างจ่ายค่าจ้างระหว่างลา “เท่ากับวันทำงานแต่ไม่เกิน 60 วัน” จุดที่ควรเช็กคือ นับวันลาแบบรวมวันหยุดหรือไม่ (หลายบริษัทจะนับเป็นวันตามปฏิทินตามแนวปฏิบัติเดิม) ก่อนลาจริงแนะนำให้แจ้ง HR เป็นลายลักษณ์อักษร ระบุวันเริ่มลา-วันคาดกลับ และเก็บหลักฐานการยื่นไว้ เผื่อมีข้อโต้แย้งเรื่องจำนวนวันและการจ่ายค่าจ้าง 2) ลาต่อเนื่องกรณีบุตรป่วย 15 วัน (ได้ 50%): ใช้เมื่อไหร่ กฎหมายเปิดทางให้ “ลาต่อเนื่องจากการลาคลอด” ได้อีกไม่เกิน 15 วัน ถ้าบุตรมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนหรือมีความผิดปกติ โดยนายจ้างจ่าย 50% ตลอดช่วงที่ลา ประสบการณ์ที่มักเจอคือบริษัทขอเอกสารแพทย์เพิ่ม แนะนำให้เตรียมใบรับรองแพทย์ที่ระบุภาวะ/ความเสี่ยงให้ชัด และยื่นพร้อมคำขอลาเพื่อลดการตีความว่าเป็น “ลากิจ” ทั่วไป 3) สิทธิลาช่วยคู่สมรสคลอดบุตร 15 วัน (ทุกเพศ) ข้อนี้เป็นจุดใหม่ที่หลายคนสนใจ เพราะ “ลูกจ้างทุกคนไม่จำกัดเพศ” ลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ไม่เกิน 15 วัน และต้องเริ่มลาก่อนหรือภายใน 90 วันนับแต่วันที่คลอดบุตร นายจ้างจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนตลอดระยะเวลาที่ลา (แต่ไม่เกิน 15 วัน) ทิปที่ช่วยได้จริงคือ วางแผนเลือกช่วงลาให้เหมาะกับการดูแล เช่น ช่วงกลับบ้านหลังคลอด/ช่วงนัดตรวจ และแนบเอกสารประกอบอย่างสูติบัตร/ใบรับรองการคลอดตามที่บริษัทกำหนด 4) ลูกจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐ: เรื่องสวัสดิการและศาลแรงงาน ถ้าทำงานกับหน่วยงานภาครัฐแบบจ้างเหมาบริการ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะกำหนดให้ต้องได้สวัสดิการด้านค่าตอบแทนวันหยุดและวันลา “ไม่น้อยกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด” และหากมีข้อพิพาทให้อยู่ในอำนาจศาลแรงงาน แปลว่าเวลามีปัญหาเรื่องสิทธิวันลา/ค่าจ้างวันลา ช่องทางการคุ้มครองชัดขึ้นกว่าเดิม 5) วันเริ่มใช้จริง สรุปนี้ระบุชัดว่าเริ่มมีผล 7 ธันวาคม 2568 ดังนั้นสิทธิใหม่ๆ จะอ้างอิงได้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว หากบริษัทออกประกาศภายในก่อนหน้า ให้ยึดเงื่อนไขที่ “ให้คุณมากกว่า” ได้ แต่ถ้าน้อยกว่า ให้เตรียมข้อมูลไว้คุยกับ HR ตอนกฎหมายเริ่มใช้ ถ้าอยากให้ใช้ง่ายที่สุด แนะนำทำเช็กลิสต์สั้นๆ ก่อนลาทุกครั้ง: แจ้งลาล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร + แนบเอกสารแพทย์/เอกสารการคลอด + ขอหนังสือตอบรับ/อีเมลยืนยันจากบริษัท เพื่อกันปัญหาเรื่องจำนวนวันและการจ่ายค่าจ้างค่ะ

โพสต์ปังมากค่า!🎉 อย่าลืมตอบคอมเมนต์พูดคุยกับเพื่อนๆ และกดติดตามเราไว้ เพื่อดูอัปเดตใหม่ๆ และฮาวทูทำคอนเทนต์ปังๆ!😎 มาโพสต์ใน Lemon8🍋 กันเยอะๆ นะค้า~~✨💕