🚌 “ทฤษฎีรถบัส” (The Bus Theory)

🚌 “ทฤษฎีรถบัส” (The Bus Theory)

เมื่อที่นั่งมีจำกัด… ทำไมคุณไม่ควรรับ “ทุกคน” ขึ้นรถ?

(บทเรียน "การคัดคน บริหารเวลา และจัดพลังงานชีวิต" ในวันที่ “คนที่ใช่” คือทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด)

ในโลกการทำงานตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความเร็ว และการแข่งขันที่ไม่ปรานีใคร แนวคิดคลาสสิกจาก Good to Great ของ Jim Collins กลับมามีความหมายยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะประโยคที่ทรงพลังที่สุดของหนังสือเล่มนั้น

ก่อนจะถามว่า “เราจะไปไหน?” ผู้นำต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “เราจะไปกับใคร?”

รถบัสหนึ่งคันไม่เคยถูกออกแบบให้รับคนได้ทุกประเภท เช่นเดียวกับ เวลา พลังงาน ความจุทางอารมณ์ และ ความสามารถในการดูแลผู้คน ของผู้นำ ทุกที่นั่งมีต้นทุน และทุกที่นั่งที่เลือก “คนผิด” ขึ้นมา ย่อมทำให้ทั้งรถช้าลง "บางครั้งถึงขั้นหลงทาง"

การเลือกเพื่อนร่วมทางจึงไม่ใช่เรื่องของความเกรงใจ แต่เป็น “ยุทธศาสตร์” ที่จะกำหนดว่า รถคันนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน และผู้นำจะยังมีพลังเพียงพอให้กับงานสำคัญหรือไม่?

====

💺 1. ที่นั่งมีจำกัด = "ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ผู้นำต้องกล้ายอมรับ”

ในความเป็นจริง ผู้นำจำนวนมาก “รู้” ว่ามีคนที่ไม่ควรอยู่บนรถ แต่ “ไม่กล้า” ตัดสินใจ เพราะติดกับดักความสัมพันธ์ ความเสียดาย หรือความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเขาอาจจะดีขึ้น someday

แต่กฎเหล็กของการบริหารทีมคือ

"ทุกที่นั่งที่คนผิดครอบครอง = การกันที่นั่งของคนที่ถูกออกไป"

นี่คือความจริงที่โหดร้ายที่สุดในงานบริหารคน และเป็นความจริงที่องค์กรใหญ่ทั่วโลกเรียนรู้จากประสบการณ์จริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อ “คนที่ไม่ใช่” อยู่บนรถนานเกินไป จะเกิดอะไรขึ้น?

* ทีมช้าลง เพราะต้องคอยแก้ปัญหาซ้ำเดิม

* คนเก่งลดไฟลง เพราะต้องแบกงานที่ไม่ใช่ของตัวเอง

* บรรยากาศทีมติดลบ เพราะพลังงานลบแพร่กระจายเร็วเสมอ

* งานสำคัญถูกดึงออกไป เพราะผู้นำต้องคอยแก้ Drama มากกว่าแก้ Strategy

ในโลกจริง คนที่ทำร้ายความเร็วของทีมมากที่สุด ไม่ใช่คนที่ทำงานไม่ได้…แต่คือคนที่ ไม่ยอมรับผิด ไม่แก้ไข และไม่พัฒนาต่างหาก

ผู้นำมืออาชีพจึงต้อง “คัดเลือกอย่างตั้งใจ” และ “ย้ายออกอย่างสุภาพ” เพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมของทั้งรถคันนี้

รถที่ไปได้ไกล ไม่ใช่รถที่คนเยอะที่สุด แต่คือรถที่คนบนรถ “สอดคล้องกันที่สุด”

====

🔄 2. “รถมีขึ้นได้… ก็ต้องมีลงได้" (Normalize the Exit ให้เป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่ดราม่า)

หนึ่งในความเข้าใจผิดของวัฒนธรรมองค์กรไทยคือ “การลาออก = การทรยศ” ทั้งที่ในความเป็นจริง การลงจากรถคือ ธรรมชาติของวงจรชีวิตการทำงาน เช่นเดียวกับการเปลี่ยนเส้นทางของรถบัส

ทำไมบางคนถึงควรลงจากรถ?

* เขาเหมาะกับทางเรียบ แต่ไม่พร้อมในช่วงขึ้นเขา

* เขาเหมาะกับเส้นทางเดิม แต่ไม่สนใจเส้นทางใหม่ขององค์กรอีกต่อไป

* เขาจะไปได้ไกลกว่า เมื่ออยู่ในรถอีกคันที่ตอบโจทย์ความฝันของเขามากกว่า

ความสัมพันธ์ที่ดี คือความสัมพันธ์ที่เคารพ “เส้นทางของกันและกัน”

บทบาทของผู้นำ คือ

“ป้ายหน้าเราจะเลี้ยวซ้าย ถ้าคุณอยากไปขวา ลงป้ายนี้ได้เลย ไม่มีใครผิด”

บทบาทของผู้โดยสาร คือ

“รถคันนี้ยังตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตฉันอยู่ไหม?”

การลงจากรถจึงไม่ใช่การหักหลัง แต่เป็นการ “คืนพลังงาน เวลา และพื้นที่ชีวิต” ให้ทั้งสองฝ่าย เพื่อให้แต่ละคนไปต่อในเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดของตนเอง และหลายครั้ง… คนที่ลงจากรถวันนี้ อาจกลับมาขึ้นรถอีกคันในอีก 3 ปีข้างหน้าอย่างเหมาะสมกว่าเดิมด้วยซ้ำ

====

🧭 3. เมื่อปลายทางไม่ชัด… จงวัดทีมจาก “คุณภาพของคนข้างๆ”

ยุคนี้เส้นทางธุรกิจเปลี่ยนเร็วขึ้น ความแน่นอนหายไป แผนที่ล้าสมัยเร็วกว่าเดิม และหลายครั้งผู้นำเห็นเพียงเส้นทางข้างหน้าเพียง 50–100 เมตรเท่านั้น

เมื่อ “ทิศทาง” เปลี่ยนตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แผน แต่คือคนที่พร้อมลุยไปกับคุณ

รูปแบบของผู้โดยสาร ที่กำหนดชะตารถบัส?

1. ถ้าเต็มไปด้วยคนที่รอคำสั่ง…

* คุณจะเหนื่อยเพราะต้องเป็น “GPS ของทุกคน” ตลอดเวลา

* งานช้าลง เพราะทุกเรื่องต้องรออนุมัติ

* ความคิดสร้างสรรค์หายไป เพราะไม่มีใครกล้าเริ่มก่อน

2. แต่ถ้าเต็มไปด้วยคนที่มี Ownership…

* เขาจะช่วยคิดแทน ไม่ใช่รอให้คุณคิดคนเดียว

* เขาจะลุกขึ้นแก้ปัญหา แม้แผนจะไม่ครบ

* เขาจะช่วยกัน “ผลักรถ” ตอนรถติดหล่ม ไม่ใช่มัวแต่รอให้หัวหน้าตัดสินใจ

* เขาจะพารถผ่านเส้นทางที่ท้าทาย แม้ไม่เห็นจุดหมายชัดเจน

บนเส้นทางที่คาดเดาไม่ได้ คนที่ “ลงมือทำก่อน” จะสร้างความได้เปรียบเหนือคนที่ “รอความชัดเจนก่อน” เสมอ

====

✨ ดังนั้น "เวลาของคุณแพงเกินกว่าจะนั่งไปกับคนที่ไม่ใช่?"

รถบัสชีวิตของเราทุกคนมีที่นั่งจำกัด และระยะทางก็ไม่เคยยืดออกเพื่อรองรับผู้โดยสารที่ไม่จำเป็นได้

จึงถึงเวลาแล้วที่เราต้อง

* เลิกลากจูงคนที่ไม่อยากเดิน

* เลิกอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้คนที่ไม่ตั้งใจฟัง

* เลิกอยู่บนรถที่วิ่งในทิศทางที่ไม่ตรงกับชีวิตเรา 

คุณค่าของเราจะเฉิดฉายที่สุด เมื่อเราได้อยู่ท่ามกลาง “คนที่ใช่” ใน “เวลาที่ใช่” บนเส้นทางที่เราตั้งใจเลือก

และถ้าวันนี้รถของคุณเริ่มหนักผิดปกติ… ลองเหลียวมองที่นั่งด้านหลังอย่างจริงใจครับว่า ถึงเวลาต้องเปิดประตูให้ใครลงหรือยัง?

====

อ้างอิง

* หนังสือ "Good to Great" โดย Jim Collins ศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้บริษัท "ดี" กลายเป็นบริษัท "ยิ่งใหญ่" เขาและทีมวิจัยพบว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากกลยุทธ์ฉาบฉวย แต่มาจากการมี วัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง ซึ่งส่งเสริมให้คนที่มีระเบียบวินัยในการคิดและลงมือทำ ได้รับการผลักดัน หนังสือเล่มนี้ยังนำเสนอแนวคิดสำคัญ เช่น ระดับผู้นำที่ 5 (Level 5 Leadership), การเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้ายแต่ยังคงศรัทธา (Confront the Brutal Facts), และการสร้างวัฒนธรรมที่เน้นระเบียบวินัย 

#วันละเรื่องสองเรื่อง

#TheBusTheory

#GoodToGreat

#Leadership

#TeamManagement

#LifeStrategy

#TalentManagement

#บริหารคน

2025/12/2 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมทฤษฎีรถบัส (The Bus Theory) เป็นแนวคิดที่ช่วยให้ผู้นำและองค์กรเข้าใจความสำคัญของการเลือกคนที่จะขึ้นรถบัส คือทีมงานและเพื่อนร่วมทางในเส้นทางแห่งการทำงานและความสำเร็จ จากภาพรวมในบทความ การบริหารจัดการทีมงานเปรียบเสมือนการบริหารที่นั่งในรถบัสที่มีจำนวนจำกัด ซึ่งแต่ละที่นั่งนั้นมีค่าโอกาสที่สำคัญมาก การเลือกคนที่ไม่เหมาะสมจึงเปรียบเหมือนการกันที่นั่งของคนที่เหมาะสมออกไป ทำให้ทีมช้าลงและพลังงานเชิงบวกลดลง หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สะท้อนในทฤษฎีนี้คือความกล้าหาญของผู้นำในการตัดสินใจ "คัดเลือกอย่างตั้งใจ" และ "ย้ายออกอย่างสุภาพ" คนที่ไม่เหมาะสมกับวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายของทีม ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ที่จะส่งผลต่อความสำเร็จระยะยาว นอกจากนี้ แนวคิด Normalize the Exit ช่วยเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการลาออกจากงานหรือการเปลี่ยนทีม ว่าการลงจากรถบัสไม่ใช่การทรยศหรือละเลยกัน แต่เป็นการคืนพลังงานและเวลาให้กับทั้งสองฝ่ายเพื่อเดินทางสู่เส้นทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้นำไม่สามารถวางแผนเส้นทางล่วงหน้าได้ชัดเจนเพราะทิศทางอาจเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ดังนั้นการวัดพร้อมของทีมไม่ได้อยู่ที่แผนที่เสร็จสมบูรณ์ แต่อยู่ที่ "คุณภาพของคนข้างๆ" หรือทีมที่มีส่วนร่วมและมีความเป็นเจ้าของ (Ownership) ในงาน ซึ่งคนกลุ่มนี้พร้อมจะคิด แก้ไขปัญหา และผลักดันทีมก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ต้องรอคำสั่ง การมีผู้โดยสารบนรถบัสที่เหมาะสมยังช่วยลด "พลังงานลบ" และสร้างบรรยากาศที่ดีทำให้งานเดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้นำต้องพร้อมสังเกตและตัดสินใจอย่างชาญฉลาดว่าจะรับใครขึ้นรถ และเมื่อใดควรให้ใครลงจากรถเพื่อรักษาความสมดุลของทีมและพลังงานรวม บทเรียนนี้สอนให้เราเห็นว่ารถบัสชีวิตของแต่ละคนก็มีที่นั่งจำกัดและแท้จริงแล้ว "เวลาของคุณแพงเกินกว่าจะนั่งไปกับคนที่ไม่ใช่" การเลือกคนที่ใช่ในเวลาที่ใช่คือกุญแจสำคัญของความสำเร็จและความสุขในชีวิตการทำงานและการใช้ชีวิต ด้วยการเข้าใจทฤษฎีนี้ ผู้นำและทีมงานจะสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง ปลดล็อกศักยภาพของคนที่พร้อมลุยไปด้วยกัน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน เห็นได้ชัดว่าทฤษฎีรถบัสไม่ใช่แค่บทเรียนในการบริหารคน แต่เป็นแนวทางการจัดการพลังงานและเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเติบโตไปในทิศทางเดียวกันอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

21 theory แชร์ปสก. base on ทฤษฎี 21 วัน
21 วันดูเป็นช่วงเวลาที่นานพอสมควร แต่พอเป็นคนที่รู้สึกสบายใจ 21 วันก็ผ่านไปแบบไม่ทันได้รู้ตัว Recap สั้นๆ ส่วนตัว* มันทำได้จริง และได้ผลดีมากถ้าถูกคน ตอนช่วงแรกหน่วงมาก รู้สึกเหมือนได้คุยกับคนเพิ่มแค่นั้น แต่พอรู้จักมากขึ้นกลับกลายเป็นว่าเราเปิดใจให้เค้ามาก เค้าเองก็รับรู้และเปิดใจรับเราเหมือนก
achileeta

achileeta

ถูกใจ 6 ครั้ง

ภาพหน้าปกแสดงตัวการ์ตูนสี่ตัวพร้อมชื่อเรื่อง "ART AND COLOR THEORY งานศิลปะกับทฤษฎีของสี" ซึ่งเป็นการแนะนำทฤษฎีสีต่างๆ ที่ใช้ในงานศิลปะ
ภาพแสดงตัวการ์ตูนที่ใช้สีแดง เขียว และเขียวฟ้า อธิบายทฤษฎีสีขั้วตรงข้ามแบบแยกส่วน โดยเลือกสีหลักหนึ่งสีและสีขั้วตรงข้ามที่ใกล้เคียงกันอีกสองสี เพื่อความสมดุลและโดดเด่น
ภาพแสดงตัวการ์ตูนที่ใช้สีชมพูและเขียว อธิบายทฤษฎีสีขั้วตรงข้าม ซึ่งใช้สีตรงข้ามกันบนวงล้อสี ทำให้เกิดความแตกต่าง โดดเด่น และดึงดูดสายตาได้สูง
งานศิลปะกับทฤษฎีสี🎨✨
เพื่อนๆเคยสงสัยกันมั้ยคะ ว่าสีแต่ละสีในงานศิลปะทำให้อารมณ์การรับรู้ของเรากับงานนั้นๆเป็นอย่างไร วันนี้เค้าจะมายกตัวอย่างทฤษฎีของสี 4 ทฤษฎีแบบสั้นๆให้ทุกคนเข้าใจกันค่ะ~ 1. Split Complementary Colors (สีขั่วตรงข้ามแบบแยกส่วน) คือการเลือกสี 3 สี โดยใช้สีหลักใดสีหนึ่งก่อนที่จะเลือกสีขั่วตรงข้ามของส
Mizzynootnoot

Mizzynootnoot

ถูกใจ 818 ครั้ง

ทฤษฎีปล่อยเขา
The Let Them Theory
ทฤษฎีปล่อยเขา The Let Them Theory ~~~~~~~~ 1. ปล่อยให้เขาเป็นในแบบของเขา บางคนก็คิดแบบนั้น พูดแบบนั้น และเลือกแบบนั้นจริง ๆ ยิ่งเรารีบแก้เขา ใจเรายิ่งเหนื่อยเปล่า ๆ 2. ไม่ใช่ทุกอย่างต้องอธิบายจนคนเข้าใจ บางครั้งเราพูดไปหมดแล้วแต่ถ้าเขาไม่อยากเข้าใจ ต่อให้พูดอีกกี่รอบ ใจก็มีแต่จะล้า
Auyai

Auyai

ถูกใจ 29 ครั้ง

ป้ายยาหนังสือพัฒนาตัวเอง - Let them theory ทฤษฎีปล่อยเขา
เป็นหนังสือที่ช่วยให้เรา เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อคนอื่นและมีต่อตัวเอง concept หลักของหนังสือเล่มนี้มีแค่สองทฤษฎีเลยคือทฤษฎี “Let them" - ปล่อยให้คนอื่นเป็นตัวเอง ปล่อยให้เหตุการณ์ต่างๆ มันเกิดขึ้นถ้าเหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้ และ ทฤษฎี ”Let me" - ให้ฉัน ได้เป็นตัวของตัวเอง
sapunreview

sapunreview

ถูกใจ 45 ครั้ง

หนังสือ ทฤษฎีปล่อยเขา (The Let Them Theory)✨
บางครั้งการใช้ชีวิตให้เบาลง เริ่มจากการ “ปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเลือก” ทฤษฎีปล่อยเขา (The Let Them Theory) หนังสือจิตวิทยาที่สอนการปล่อยวางความคาดหวัง ลดความเครียดจากความสัมพันธ์ และกลับมาโฟกัสสิ่งที่ควบคุมได้จริงคือ “ตัวเราเอง” เหมาะกับคนที่เหนื่อยกับการพยายามทำให้ทุกคนพอใจ อ่านง่าย ใช้ได
เติมใจหาหนังสือไม่หยุด🐈✨

เติมใจหาหนังสือไม่หยุด🐈✨

ถูกใจ 43 ครั้ง

Let Them ทฤษฎีปล่อยเขา💁‍♀️🫶🏻| เลิกพยายามเป็นที่รักของทุกคน👀‼️
💖 หนังสือที่จะทำให้เลิกพยายามเป็นที่รักของทุกคน👀‼️ | Let Them ทฤษฎีปล่อยเขา💁‍♀️🫶🏻 💖 Let them (ปล่อยเขา) ปล่อยวางและยอมรับตัวตนของคนอื่น 💖 Let me (ให้ฉัน) พัฒนาตัวเองสู่ความสงบสุขและความสมดุล 💖 ⭐️ความพอใจ: 10/10 อ่านง่ายทำให้มองเห็นภาพ ใครอยากได้หนังสือแนวพัฒนาตัวเองแนะนำเลยค่า #หนังสือน่าอ่าน
Bellebeli

Bellebeli

ถูกใจ 85 ครั้ง

ภาพปกนิยาย “Angel Theory” แสดงหญิงสาวสองคนยืนอยู่ที่สนามบิน คนหนึ่งในชุดพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน อีกคนในชุดลำลอง มีเครื่องบินอยู่ด้านหลังและตั๋วเครื่องบินด้านซ้ายมือ พร้อมข้อความบรรยายเรื่องราวความรักของญาณิศากับวีธราที่เริ่มต้นบนเครื่องบิน
Angel Theory ทฤษฎีนางฟ้า โดย Serenista
คนสวยมากอยู่ด้วยกันแถมฉลาดทันกันนี้มันสนุกมากจริงๆ แถมนี้เป็นการรวมกำลังกันไม่ใช่ต่อสู้กันเองอีกใครมันจะไปสู้ได้ เรียกได้ว่าความรักของทั้งคู่เป็นพรหมลิขิต เจอกันบนฟ้าปิ๊งรักในทันที ยู นั้นชัดเจนกับความรู้สึกตัวเองเมื่อมีโอกาสก็รีบคว้าไว้ แต่เงื่อนไขของสกายที่งานมากมายรุมเร้าทำให้พลาดนัดกัน 2 ครั้
นักอ่านยูริ

นักอ่านยูริ

ถูกใจ 1 ครั้ง

ทฤษฎีช่างแม่ง (Let Them Theory)
“Let them” ไม่ได้แปลว่าเรายอมแพ้ แต่มันคือการเลือก “ไม่แบก” สิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ให้เขาคิดแบบนั้น — let them ให้เขาพูดแบบนั้น — let them ให้เขาทำแบบนั้น — let them เพราะสุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถควบคุมความคิดหรือการกระทำของใครได้อยู่ดี สิ่งเดียวที่เราคุมได้ คือ “ใจตัวเอง” ทฤษฎีนี้สอนให
🌻🌈 𝓜𝓮𝓻𝓻𝔂_𝓜𝓪𝔂🦄🫶🏻🌏

🌻🌈 𝓜𝓮𝓻𝓻𝔂_𝓜𝓪𝔂🦄🫶🏻🌏

ถูกใจ 1 ครั้ง

Let them Theory ทฤษฎีปล่อยเขา💚
#letthem #letthemtheory #BookReview #booktoker #BookReview
กระดาษลึกลับ

กระดาษลึกลับ

ถูกใจ 71 ครั้ง

ภาพคอลลาจแสดงแนวคิด December Theory ที่เน้นการพักผ่อนช่วงสิ้นปี 6 ขั้นตอน โดยมีภาพผู้หญิงกับแล็ปท็อป กาแฟ และสมุดบันทึก พร้อมข้อความ 'ขอพักก่อน' และ 'ไม่ตั้งเป้าหมาย'
ภาพผู้หญิงเดินหันหลังท่ามกลางต้นไม้ดอกสีชมพู พร้อมข้อความ '1. หยุด' และคำแนะนำให้หยุดวิ่ง หยุดตั้งเป้า และพักใจก่อน
ภาพผู้หญิงในชุดสีขาวหันหลังยืนริมน้ำท่ามกลางธรรมชาติสีเขียว พร้อมข้อความ '2. ยอมรับความจริง' และคำแนะนำให้ถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับปีที่ผ่านมา
ทฤษฎีเดือนธันวา ที่สอนให้เราพัก แล้วค่อยเริ่ม🤍
🎄December Theory — ปีใหม่ไม่ตั้งเป้าหมายได้ไหม สำหรับคนที่ยังไม่พร้อมเริ่มใหม่ค่ะ ✨ ถ้าปลายปีนี้คุณรู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่าชีวิตยังไม่อยู่ในจุดที่โอเค คลิปนี้ไม่ได้ชวนให้ทุกคน "เร่งตัวเอง"เลย December Theory คือแนวคิดที่บอกว่า ก่อนจะเริ่มตั้งเป้าหมายในปีหน้า เราอาจต้อง “ปล่อยวาง” แ
Jellhealjai

Jellhealjai

ถูกใจ 90 ครั้ง

แชร์ทริคทฤษฎี 21 วัน
ทฤษฎี 21 วัน (21-Day Habit Theory) เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการเริ่มต้นดูแลตัวเองหรือสร้างนิสัยใหม่ โดยมีพื้นฐานมาจากแนวคิดของ ดร.แมกซ์เวลล์ มอลต์ซ (Maxwell Maltz) ที่สังเกตว่าคนเราต้องใช้เวลาประมาณ 21 วัน ในการปรับตัวให้ชินกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ หากคุณต้องการใช้ทฤษฎีนี้เพื่อ "ดูแ
Patที่ชอบป้ายยา

Patที่ชอบป้ายยา

ถูกใจ 45 ครั้ง

”ทฤษฎีเล็บแดง“ (Red Nail Theory)
ความเชื่อเรื่อง "ทฤษฎีเล็บแดง" (Red Nail Theory) กล่าวว่า การทาเล็บสีแดงสามารถช่วย ดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต โดยเฉพาะเรื่อง ความรัก โชคลาภ และการงานที่ราบรื่น. ความเชื่อนี้มาจากหลักการทางจิตวิทยาที่ว่า สีแดงเป็นสีที่ทรงพลัง ดึงดูดสายตา และส่งเสริมความมั่นใจในตัวเอง. แม้จะเป็นความเชื่อ แต่
Ta_ckOOTD

Ta_ckOOTD

ถูกใจ 1030 ครั้ง

📗 The Let Them Theory ทฤษฎีปล่อยเขา เพื่อให้เรามีความสุข
บางช่วงของชีวิต…เราอาจรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยจากการพยายามเป็นคนที่ทุกคนชอบ เหนื่อยจากการพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดของคนอื่น คำพูดที่เขาใช้ หรือการกระทำที่เราไม่เข้าใจ หนังสือเล่มนี้บอกไว้เพียงสั้น ๆ ว่า “Let them” ปล่อยให้เขาพูด ปล่อยให้เขาทำ และกลับมาดูแลพลังของเราเอ
sonaïve

sonaïve

ถูกใจ 14 ครั้ง

ภาพปกหนังสือ 'THE LET THEM THEORY ทฤษฎีปล่อยเขา' โดย Mel Robbins สีเขียวมีประกายทอง พร้อมข้อความสีแดง 'หนังสือแนะนำ ฉบับโกลว์อัปตัวเอง' วางอยู่บนชั้นหนังสือ
ทฤษฎีปล่อยเขา The Let them theory
📚 ทฤษฎีปล่อยเขา The let them theory เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่อยากแนะนำให้ ทุกคนได้อ่านกันนน ✨เหมาะสำหรับ: คนที่อยากพัฒนาจิตใจตัวเอง 💵 ราคา: 395฿ 📍พิกัด: ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ #พัฒนาตัวเอง #ติดเทรนด์ #ทฤษฎีปล่อยเขา #หนังสือฮีลใจ #หนังสือแนะนํา
Fonhem

Fonhem

ถูกใจ 5 ครั้ง

ทฤษฎีปล่อยเขา The Let Them Theory
1. ปล่อยให้เขาเป็นในแบบของเขา บางคนก็คิดแบบนั้น พูดแบบนั้น และก็เลือกแบบนั้นจริงๆ ยิ่งเรารีบแก้เขา ใจเรายิ่งเหนื่อยเปล่าๆ 2. ไม่ใช่ทุกอย่างต้องอธิบายจนคนเข้าใจ บางครั้งเราพูดไปหมดแล้วแต่ถ้าเขาไม่อยากเข้าใจ ต่อให้พูดอีกกี่รอบ ใจก็จะมีแต่ล้า 3. เขาจะไปก็ให้เขาไป การรั้งคนที่ไม่อยากอยู่ มันเจ็บก
หมี่แห้ง😁

หมี่แห้ง😁

ถูกใจ 0 ครั้ง

ทฤษฎีผีเสื้อ🦋
ทฤษฎีผีเสื้อ🦋 "ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มีเหตุผลเสมอ" ทฤษฎีผีเสื้อ🦋 (The Butterfly Effect Theory) บอกกับเราว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีเรื่อง บังเอิญ ผู้คนที่เราพบเจอ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความทุกข์ที่ผ่านมา และ ความสุขที่พบเจอ ต่างมีเหตุผลในการเกิดขึ้น และจะส่งผลต่อไปกับชีวิตเราในวัน
ปิ่ณณ์มณี🦋

ปิ่ณณ์มณี🦋

ถูกใจ 36 ครั้ง

Nudge Theory ทฤษฎีสะกดจิต สะกิดใจให้ออมเงินดีขึ้น
เคยรู้สึกไหม? ว่าการเก็บเงินเป็นเรื่องยาก ไฟในการเก็บเงินก็มีแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็เก็บเงินไม่ได้สักที! เพราะมักมีค่าใช้จ่าย จุกจิก ทำให้ต้องควักเงินออกจากกระเป๋ามาใช้ตลอดเวลา แต่จะดีแค่ไหน ถ้าเราสามารถฝึกตัวเองให้วางแผนการเงินแบบมีวินัยได้ รู้จัก Nudge Theory คือทฤษฎีสะกิดพฤติกรรมแบบเนียน ๆ ซ
RIN KORNSIRIN♏️🧿

RIN KORNSIRIN♏️🧿

ถูกใจ 2 ครั้ง

สรุปข้อคิด ทฤษฎีปล่อยเขา
วันนี้จะขอมารีวิวข้อคิดหลังจากอ่านหนังสือเล่มเขียวที่โด่งดัง The Let Them Theory หรือในชื่อภาษาไทย "ปล่อยเขา" เขียนโดย เมล ร็อบบินส์ นักเขียนชาวอเมริกัน เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้มีคนใจดีให้แอดมินยืมหนังสือเล่มนี้มาอ่าน หลังจากที่ได้ยินชื่อเสียงมานานแต่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านซักที พออ่านแล้
reflecthub

reflecthub

ถูกใจ 5 ครั้ง

ผู้หญิงคนหนึ่งนอนมองกล้อง สวมเสื้อสีชมพู มีแสงส่องบนใบหน้าอย่างสวยงาม ใบหน้าของเธอสะท้อนบนพื้นผิวเบื้องล่าง ภาพสื่อถึงความสงบและการไตร่ตรอง
ทฤษฎี October Theory
“ October Theory “ ทฤษฎีเดือนตุลา คือช่วงเวลาที่จักรวาล จะคัดสรรสิ่งที่ไม่คู่ควรกับเราให้จากไป เป็นเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลง การเริ่มต้นใหม่ จบสิ่งที่ไม่คู่ควร เช่น ความสัมพันธ์ที่แสนใจร้าย ความสัมพันธ์ที่คุณพยายามอย่างมากเพื่อให้มันคงอยู่ ทั้งๆที่เขาไม่เคยต้องการมันเลย เดือนตุลาคมจ
Cp’ Chalin

Cp’ Chalin

ถูกใจ 76 ครั้ง

🌅 October Theory ทฤษฎีที่ตัวเราพิสูจน์ได้เอง 💫
ไม่รู้ว่าทุกคนเคยได้ยินทฤษฎีนี้กันมาก่อนมั้ย ซึ่งเราเพิ่งเคยเห็นและได้ยินมา เลยหยิบมาเขียนคอนเทนต์ซักหน่อย ได้มาจากคนที่แชร์ในแอพฟ้า แต่เราไปหาความหมายของทฤษฎีนี้มา 💫 October Theory คืออะไร “October Theory” เป็นแนวคิดทางโซเชียลที่เชื่อว่า เดือนตุลาคมคือช่วงเวลาแห่งการ ปล่อยวางสิ่งเก่า เพื
mmuu

mmuu

ถูกใจ 3 ครั้ง

ภาพพื้นหลังสีพาสเทลอ่อน มีข้อความภาษาไทยและอังกฤษเกี่ยวกับ 5 ทฤษฎีปล่อยเขาไป (Let Them Theory) เพื่อให้เลิกควบคุมสิ่งภายนอกและดูแลตัวเอง พร้อมโลโก้ Lemon8 และชื่อผู้ใช้ @HappySoulGuide
ภาพพื้นหลังสีพาสเทลอ่อน มีข้อความภาษาไทยและอังกฤษเกี่ยวกับทฤษฎีข้อที่ 1: ถ้าเขาอยากคิดแบบไหนก็ปล่อยให้เขาคิด พร้อมโลโก้ Lemon8 และชื่อผ�ู้ใช้ @HappySoulGuide
ภาพพื้นหลังสีพาสเทลอ่อน มีข้อความภาษาไทยและอังกฤษเกี่ยวกับทฤษฎีข้อที่ 2: ถ้าเขาอยากทำอะไรก็ปล่อยให้เขาทำ พร้อมโลโก้ Lemon8 และชื่อผู้ใช้ @HappySoulGuide
✨ 5 ทฤษฎีปล่อยเขาไป Let them theory 🫧🍀
#letthem #letthemtheory #ทฤษฎี #รักตัวเอง #ทฤษฎีความรัก
pp.upsoul

pp.upsoul

ถูกใจ 2 ครั้ง

ทฤษฎี "รอยยิ้ม"
“รอยยิ้มเล็ก ๆ ก็เปลี่ยนวันทั้งวันให้ดีขึ้นได้” ทฤษฎีรอยยิ้ม (The Smile Theory) บอกกับเราว่า การยิ้มคือพลังงานที่ส่งต่อไปยังตัวเราเองและคนรอบข้าง แม้เราจะยิ้มโดยไม่มีเหตุผล สมองก็ยังหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ‘บางวันอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเราเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม ทุกอย่างก็จะเป็นไปได้มากขึ้น’ Cr.
ชื่อนุชลิน ไม่กินกาแฟ

ชื่อนุชลิน ไม่กินกาแฟ

ถูกใจ 93 ครั้ง

ทฤษฎีช่างแม่ง” (The “F*ck It Theory”)
เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมมากในหมู่คนที่ต้องการปลดล็อกความเครียด ความคาดหวัง หรือแรงกดดันจากชีวิตค่ะ 💭 แก่นของทฤษฎีนี้คืออะไร? คือ การปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และ เลิกยึดติดกับสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องแบก พูดง่ายๆ คือ “ช่างแม่งกับสิ่งที่ไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิต” แต่ไม่ใช่หมายถึงการไม่สนใจอะไร
อิ๋ว สิริวรัญญา

อิ๋ว สิริวรัญญา

ถูกใจ 0 ครั้ง

ภาพมือถือแก้วและพวงกุญแจ พร้อมข้อความแนะนำทฤษฎีการเงิน 6 Jars เพื่อการจัดการเงินที่ดีขึ้น
ภาพอธิบายโหลที่ 1 ค่าใช้จ่ายจำเป็น 55% และโหลที่ 2 เงินออมระยะยาว 10% ตามทฤษฎี 6 Jars
ภาพอธิบายโหลที่ 3 การศึกษา 10% และโหลที่ 4 การลงทุนอิสรภาพ 10% เพื่อพัฒนาตนเองและสร้างความมั่งคั่ง
📊 เงินพึ่งออกแบบนี้ ต้องจัดการด้วย ❝ ทฤษฎีการเงิน 6 Jars ❞
(💬 มารู้จัก ทฤษฎี 6 Jars ที่คนสำเร็จ — ใช้กันทั่วโลก แบ่งเงินเป็น 6 โหล เปลี่ยนชีวิตทั้งด้านการเงิน และจิตใจไปตลอดกาล) คุณไม่จำเป็นต้องหาเงินให้ได้มากขึ้นเสมอไป แต่คุณ ต้องรู้จักจัดการเงิน—> ที่คุณมีให้เป็น, (You don't always have to earn more money. But you do need to know how t
เปลี่ยนฉันใน1%

เปลี่ยนฉันใน1%

ถูกใจ 36 ครั้ง

ภาพภายในรถเมล์ที่มีข้อความ “STAY ON THE BUS THEORY” และโลโก้ verycat sound พร้อม Lemon8 @verycatsound เป็นภาพประกอบบทความเกี่ยวกับการค้นหาซาวด์ดนตรีของตัวเองด้วยทฤษฎี “Stay on the bus”
การหา ”ซาวด์ดนตรีของตัวเอง” ด้วยทฤษฎี “Stay on the bus”
การหา ”ซาวด์ดนตรีของตัวเอง” ด้วยทฤษฎี “Stay on the bus” ในยุคที่ TikTok สามารถปั้นเพลงให้ดังข้ามคืน และโค่นลงในวันถัดไป… โลกของคนทำเพลงเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย วันนี้คุณอาจจะอยากทำซาวด์ Disco-Pop เก๋ๆ แบบ Sabrina Carpenter พรุ่งนี้คุณอาจจะอยากทำเพลงมินิมอลแต่ลึกแบบ Billie Eilish มะรืนนี้คุณ
VERY CAT SOUND

VERY CAT SOUND

ถูกใจ 0 ครั้ง

How to เริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ยังไงตามทฤษฎี October Theory
คุณสามารถใช้ October Theory เป็นแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ได้ โดยมองว่าเดือนตุลาคมเป็นช่วงเวลา “รีเซ็ต” ชีวิตและเปิดรับสิ่งดีๆ คล้ายกับการเริ่มต้นปีก่อนถึงปีใหม่จริงๆ เรามาเริ่มไปพร้อมกันดังนี้นะคะ 1. ทบทวนและปล่อยวางอดีต หัวใจสำคัญของทฤษฎีเดือนตุลาคมคือการปล่อยวางสิ่งที่ไม่เหมาะ
จิตวิทยาและความงาม

จิตวิทยาและความงาม

ถูกใจ 4 ครั้ง

📚The Let them—ทฤษฎีปล่อยเขา👋🏼
The let them — ปล่อยเขาไป ให้เขาไป อย่าเสียเวลาที่จะใช้ชีวิตไปกับการทรมานตัวเองให้กับปัญหาของคนอื่น…. •เจอคำว่า “ปล่อยเขา” มากกว่า 1,000 ครั้ง •ตัวเราใจเบามากขึ้น •มองข้ามสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น คำว่า “ปล่อยเขา” พูดมันแสนจะง่ายแต่บางครั้งมันอาจจะยากในการปล่อยไปจริง หนังสือเล่มนี้จะเป็นคู่มือท
นัทธรัชต์

นัทธรัชต์

ถูกใจ 4 ครั้ง

ภาพแสดงชายคนหนึ่งกำลังตัดหญ้าอย่างใจเย็น โดยมีพายุทอร์นาโดขนาดใหญ่ปรากฏอยู่เบื้องหลัง พร้อมข้อความ 'พารู้จัก! ทฤษฎี Let Them ไม่เสียเวลากับสิ่งที่ไม่เลือกเรา เลิกเสียพลังไปกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้' สื่อถึงการปล่อยวางและโฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้
พารู้จักทฤษฎี Let Them✨
📣 พารู้จัก! ทฤษฎี Let Them 🕊️ แนวคิดที่กำลังเป็นไวรัลทั่วโลกจาก Mel Robbins นักพูดสร้างแรงบันดาลใจชื่อดัง และผู้เขียนหนังสือ The Let Them Theory แก่นของทฤษฎีนี้คือ “ไม่เสียเวลา กับสิ่งที่ไม่เลือกเรา และไม่พยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้” Mel Robbins อธิบายว่า เมื่อเราเลิกใช้พลังไปกับการพยายามเปลี่ย
Sale Here

Sale Here

ถูกใจ 35 ครั้ง

The let them theory - ทฤษฎีปล่อยเขา
คุณกำลังเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่หรือเปล่า? ต้องยอมรับก่อนว่าชีวิตของคนเรานั้นแตกต่างกัน เราควบคุมไพ่ในมือคนอื่นไม่ได้ แต่ควบคุมไพ่ในมือของเราและใช้ไพ่นั้นให้เป็นประโยชน์ได้ มันอยู่ที่ว่าเราจะเอาไพ่นั้นไปใช้ยังไงต่างหาก . ทำไมคนอื่นถึงโชคดีกว่าเรา รวยกว่า สวยกว่า? การเปรียบเทียบแบบนี้ มัน
Nelin.yaaaa

Nelin.yaaaa

ถูกใจ 22 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม