นิ้วก้อยเกิน ทำอย่างไร?
หลายคนค้นหาคำว่า “นิ้วก้อยเกิน/นิ้วเกิน/นิ้วก้อยซ้อน” เพราะเพิ่งสังเกตว่าเราหรือลูกมีนิ้วเพิ่มตรงด้านนิ้วก้อย (มักเรียก postaxial polydactyly) บางรายเป็นแค่ติ่งเนื้อนิ่มๆ เหมือนมี “นิ้วก้อยเกินมา” แต่บางรายเป็นนิ้วที่มีข้อและกระดูกจริงๆ ซึ่งวิธีดูแลและการรักษาจะต่างกันค่ะ/ครับ สิ่งแรกที่ฉันแนะนำคือ “ดูรูปทรงและการยึดติด” ถ้าเป็นก้อนนิ่มๆ ต่อกับผิวหนังด้วยก้านเล็กๆ ขยับได้ ไม่มีเล็บ หรือเล็บเล็กมาก มักเป็นชนิดที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน (soft tissue) โอกาสกระดูกน้อยกว่า แต่ถ้านิ้วดูเป็นทรงชัด มีเล็บ ขยับตามนิ้วมือได้ หรือจับแล้วรู้สึกเป็นแกนแข็งๆ อาจมีโครงกระดูก/ข้อร่วมด้วย แบบนี้มักต้องประเมินโดยแพทย์และอาจต้องเอกซเรย์เพื่อวางแผนรักษาให้สวยและใช้งานได้ดี คำถามยอดฮิตคือ “อันตรายไหม?” ส่วนใหญ่ไม่อันตราย และหลายคนแข็งแรงปกติ แต่อยากให้สังเกตเพิ่มเติม เช่น นิ้วอื่นผิดรูป แขน/ขาผิดสัดส่วน ใบหน้าหรือการเจริญเติบโตผิดปกติ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเคยมีนิ้วเกิน หากมีอาการร่วมหลายอย่าง ควรให้แพทย์ประเมินว่าเกี่ยวข้องกับภาวะทางพันธุกรรมหรือไม่ (ส่วนมากพบแบบเดี่ยวๆ ไม่ได้มีโรคอื่นร่วม) แล้ว “ต้องรักษาไหม?” ขึ้นกับชนิดและผลกระทบในการใช้มือ/รองเท้า รวมถึงความสวยงามและการเสียดสีติดสิ่งของ ถ้าเป็นติ่งเนื้อเล็กๆ บางที่อาจพิจารณาวิธีผูกให้ฝ่อ (ligate) หรือทำหัตถการตัดออก แต่ควรทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ เพราะถ้าทำเองมีความเสี่ยงเลือดออก ติดเชื้อ ปวดปลายประสาท หรือเหลือก้อนนูน/แผลเป็นที่เจ็บเวลาโดนกด ส่วนกรณีที่มีโครงกระดูกมักแนะนำการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์มือ/กระดูก เพื่อจัดแนวเนื้อเยื่อ เอ็น และแผลให้เรียบ ลดโอกาสนิ้วเบี้ยวหรือเกิดปุ่มเจ็บภายหลัง ช่วงเวลาที่ควรไปพบแพทย์เร็วๆ ได้แก่: นิ้วบวมแดงร้อน/มีหนอง, มีเลือดออกซ้ำๆ, เด็กจับแล้วร้องกวนเหมือนเจ็บ, นิ้วเกินใหญ่หรือเกี่ยวเสื้อผ้าง่าย, หรือสงสัยว่าเป็น “นิ้วก้อยซ้อน” แบบมีข้อต่อ/กระดูกค่ะ/ครับ ถ้าไม่แน่ใจ เริ่มจากพบกุมารแพทย์หรือศัลยแพทย์ออร์โธ/ศัลยแพทย์มือเพื่อประเมินและแนะนำวิธีที่เหมาะกับเคสของเราได้เลย

































น้องเล็บยาวจัง