⚠️ “ความมั่นใจที่เป็นพิษ”

⚠️ “ความมั่นใจที่เป็นพิษ” เมื่อเรากำลังสร้างคนให้ ‘กล้า’ บนพื้นฐานของความ ‘ไม่รู้’

เมื่อยุคใบเซอร์เฟื่องฟู…แต่โลกการทำงานกลับขาด “คนทำงานเป็น” มากขึ้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกการทำงานพูดถึงคำว่า Lifelong Learning กันอย่างกว้างขวาง

แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ ใบ Certificate กลายเป็นของสะสมใหม่ใน LinkedIn และคนรุ่นใหม่จำนวนมากพกความมั่นใจเต็มกระเป๋าเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปในทิศทางที่ดี ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา และสามารถอัปเดตทักษะใหม่ได้ตลอด แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงสะท้อนจากผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคลในหลายองค์กรกลับตั้งคำถามคล้ายกันว่า

“ทำไมคนเรียนเยอะขึ้น มีใบรับรองที่ดูดีๆ มากขึ้น แต่กลับหาคนทำงานเป็นยากขึ้น?”

หลายองค์กรพบสถานการณ์คล้ายกัน

* ผู้สมัครมีใบรับรองมากมาย แต่แก้ปัญหาหน้างานไม่ได้

* พนักงานใหม่มั่นใจสูง แต่รับมือความซับซ้อนจริงไม่ไหว

* ทีมงานพูดศัพท์สวยหรู แต่ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้

* บางคนเสนอไอเดียเก่ง แต่ลงมือทำจริงไม่ได้

* หลายคนเข้าใจทฤษฎี แต่พอเจอข้อจำกัดจริงกลับไปไม่เป็น

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่คนรุ่นใหม่เก่งน้อยลง แต่อยู่ที่ระบบการเรียนรู้กำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า

“ความมั่นใจที่ไม่ผ่านโลกความจริง”

หรือที่หลายคนเริ่มเรียกว่า ⚠️ Toxic Confidence หรือ ความมั่นใจที่กลายเป็นพิษต่อการทำงาน

ความมั่นใจลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากความเก่งจริง แต่เกิดจากการรับข้อมูลจำนวนมากโดยยังไม่ผ่านการทดสอบในสถานการณ์จริง คนจำนวนมากจึงเชื่อว่าตนเอง “พร้อมแล้ว” ทั้งที่ยังไม่เคยผ่านแรงกดดันของโลกงานจริง และเมื่อเข้าสู่สถานการณ์จริง ความคาดหวังจึงชนกับความเป็นจริงอย่างรุนแรง

1) ภาพลวงตาของความเก่ง = เมื่อ Content ถูกแยกออกจาก Context

ปัญหาสำคัญเริ่มต้นจากการเรียนรู้ที่แยก “เนื้อหา” ออกจาก “บริบท” หลักสูตรจำนวนมากสอนผ่านกรณีศึกษาบริษัทระดับโลก ผู้เรียนได้เห็นภาพองค์กรที่กล้าทดลอง กล้าล้มเหลว เปิดรับความคิดเห็น และตัดสินใจเร็ว

แต่เมื่อกลับมาสู่โลกความจริงในองค์กรไทย หรือบริษัทขนาดกลางและเล็ก ผู้เรียนกลับพบว่า

* โครงสร้างอำนาจยังมีลำดับชั้นชัดเจน

* ทรัพยากรมีจำกัด

* ความผิดพลาดอาจกระทบรายได้ทันที

* วัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เปิดรับการท้าทายเสมอไป เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เรียนมา = “จงกล้าแย้งหัวหน้า เพื่อสร้างนวัตกรรม” แต่ความจริงหน้างานคือ “การแย้งโดยขาดศิลปะการสื่อสาร อาจกลายเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่ตั้งใจ” หรือในหลายองค์กร การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เปลี่ยนทันทีแบบในกรณีศึกษาที่เล่าในห้องเรียน ผู้เรียนไม่ได้ผิด แต่ผิดที่ถูกสอนให้เชื่อว่า

“วิธีเดียว ใช้ได้กับทุกองค์กร”

ทั้งที่ในโลกจริง แต่ละองค์กรมีเงื่อนไขไม่เหมือนกันเลย ความรู้จึงต้องมาพร้อมความเข้าใจบริบท ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เรียนมาอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ผิดที่ผิดเวลา

2) ปรากฏการณ์ Dunning-Kruger ในห้องสัมภาษณ์?

สิ่งนี้สะท้อนชัดในห้องสัมภาษณ์งาน ผู้สมัครจำนวนไม่น้อย เรียนคอร์สออนไลน์ไม่กี่ชั่วโมง แล้วเชื่อว่าตนเองเชี่ยวชาญด้านนั้นแล้ว

ใน Resume เต็มไปด้วยคำว่า

* Data Analysis

* Strategic Thinking

* Digital Transformation

* Business Development

* AI Adoption

* Agile Transformation

แต่เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์จริง เช่น “ถ้าลูกค้าหลักหายไป 30% ภายใน 3 เดือน คุณจะทำอย่างไร?” หรือ “หากทีมขายกับทีมผลิตทะเลาะกันเรื่องกำลังผลิต คุณจะแก้ยังไง?” หลายคนเวลาเจอกันต่อหน้าไม่มี AI หรือบทที่เตรียมมา กลับตอบไม่ได้ หรืออธิบายได้เพียงระดับทฤษฎี

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

* ทักษะอยู่ในระดับ “จำได้” แต่ยังไม่ถึงระดับ “ใช้ได้”

* รู้ศัพท์ แต่ไม่รู้วิธีแก้ปัญหาจริง

* มั่นใจสูง แต่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันจากประสบการณ์

ผลลัพธ์คือ “องค์กรต้องเสียเวลาฝึกใหม่แทบทั้งหมด หรือบางกรณี ต้องแยกทางกันตั้งแต่ช่วงทดลองงาน” ต้นทุนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย แต่ยังทำให้ทีมงานเดิมต้องแบกรับงานเพิ่ม และทำให้ทีมเสียพลังงานไปกับการเริ่มต้นใหม่ซ้ำๆ

3) กับดักของหลักสูตรแบบ “เสื้อโหล”

อีกปัญหาสำคัญคือ การใช้หลักสูตรแบบ One Size Fits All องค์กรจำนวนมากเชิญวิทยากรหรือที่ปรึกษามาสอนหลักสูตรเดียวกันกับทุกทีม

แต่ความจริงคือ แต่ละองค์กรมีปัญหาไม่เหมือนกัน

* บางองค์กรต้องการความคิดสร้างสรรค์เพื่อหนีการแข่งขัน

* บางองค์กรต้องการความแม่นยำเพื่อลดความผิดพลาด

* บางองค์กรต้องการความเร็ว

* บางองค์กรต้องการวินัย

* บางองค์กรต้องการการทำงานข้ามทีมที่ดีขึ้น

หากเราเอาหลักสูตรเดียวกันไปสอนทุกที่ ผลลัพธ์คือ "คนเรียนรู้ แต่ใช้ไม่ได้" ความรู้จึงกลายเป็นภาระ ไม่ใช่เครื่องมือ และคนในองค์กรเริ่มถกเถียงกันว่า “ทำไมตำราบอกแบบหนึ่ง แต่หัวหน้าบอกอีกแบบหนึ่ง?”

แทนที่จะเกิดการพัฒนา กลับเกิดความสับสน พนักงานบางคนถึงขั้นไม่กล้าลองใช้สิ่งที่เรียนมา เพราะกลัวว่าจะไม่ตรงกับวัฒนธรรมองค์กร

4) ปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือ “การเรียนรู้ที่ไม่เชื่อมกับผลลัพธ์จริง”

อีกปัญหาที่เริ่มเห็นชัด คือหลายองค์กรส่งพนักงานไปอบรมจำนวนมาก

แต่หลังกลับมา ไม่มีใครถามว่า

* สิ่งที่เรียนช่วยให้งานดีขึ้นไหม?

* ลดต้นทุนได้จริงหรือไม่?

* เพิ่มประสิทธิภาพทีมได้หรือเปล่า?

การเรียนจึงกลายเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงจริง หลายคนไปอบรมเพียงเพื่อให้ครบ KPI การพัฒนาบุคลากร แต่เมื่อกลับมาหน้างาน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

5) ทางออก คือ สร้างความมั่นใจบนพื้นฐานของโลกจริง

"ทางออกไม่ใช่การหยุดเรียนรู้ แต่คือการเปลี่ยนวิธีเรียนรู้"

สำหรับผู้สอนและที่ปรึกษา

* ต้องเลิกขายหลักสูตรสำเร็จรูป และเริ่มทำความเข้าใจบริบทจริงขององค์กร

* หลักสูตรที่ดีต้องเชื่อมทฤษฎีกับสถานการณ์จริงในพื้นที่นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เล่าเรื่องความสำเร็จจากต่างประเทศ หรือหลักการที่ผู้สอนยึดเท่านั้น

สำหรับผู้เรียน

* อย่าหลงใหลเพียงใบ Certificate แต่ต้องตรวจสอบความรู้กับคนทำงานจริง

* ถามตัวเองเสมอว่า “ถ้าเจอปัญหาที่ไม่มีในตำรา ฉันจะแก้ยังไง?”

* และอย่ากลัวที่จะยอมรับว่า ยังไม่รู้ เพราะคนที่เรียนรู้เร็ว มักไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง แต่คือคนที่ถามเก่ง

สำหรับองค์กร

* อย่าคาดหวังว่าพนักงานใหม่จะ Plug & Play ได้ทันที

* องค์กรต้องช่วยพนักงานใหม่แปลงความรู้ที่มี ให้เข้ากับบริบทจริงของบริษัท ผ่านการโค้ช การสอนงาน และการให้โอกาสทดลองทำจริง เพราะการเรียนรู้จริงเกิดขึ้นตอนทำงาน ไม่ใช่ตอนเรียน

6) ตัวอย่างเมื่อทฤษฎีต้องเดินคู่กับการลงมือทำ

* หลายประเทศแก้ปัญหานี้มานานแล้ว เช่น ระบบการศึกษาแบบที่ผสานการเรียนในห้องเรียนกับการฝึกงานจริงในสถานประกอบการ

* หรือโครงการพัฒนาทักษะแรงงานที่เชื่อมความต้องการของอุตสาหกรรมเข้ากับระบบการศึกษา

* จุดร่วมของโมเดลเหล่านี้คือ "การเรียนรู้ต้องถูกตรวจสอบโดยโลกความจริงเสมอ” ไม่ใช่เรียนในห้องแล้วเชื่อว่าพร้อมทำงานทันที

7) สิ่งที่องค์กรยุคใหม่ควรสร้าง คือ วัฒนธรรม “ทดลองได้ แต่ต้องเรียนรู้เร็ว”

องค์กรที่ปรับตัวได้ดี มักมีวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้พนักงานลองทำ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีระบบช่วยให้เรียนรู้จากความผิดพลาดได้เร็ว เช่น

* การทำ After Action Review หลังโปรเจกต์จบ

* การสรุปบทเรียนจากความล้มเหลว

* การแบ่งปันความรู้ระหว่างทีมสม่ำเสมอ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ความมั่นใจของคนในองค์กรค่อยๆ เติบโตบนพื้นฐานของประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่ความรู้จากตำรา

🎯 ดังนั้น ความมั่นใจต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ

การสอนให้คนกล้าแสดงออกเป็นเรื่องดี แต่ความกล้านั้นต้องไม่ใช่ความกล้าที่เกิดจากความไม่รู้ การพัฒนาคนในยุคต่อไป อาจต้องเปลี่ยนนิยามจาก “เรียนเพื่อรู้สึกว่าเก่ง” เป็น

“เรียนเพื่อรู้ว่ายังมีอะไรที่ไม่รู้อีกมาก”

เพราะในโลกการทำงานจริง ความรู้ที่ไม่ตรงกับบริบท อาจไม่มีค่า และบางครั้งอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อองค์กร สุดท้ายแล้ว องค์กรไม่ได้ต้องการคนที่มั่นใจที่สุด แต่ต้องการคนที่

“มั่นใจพอจะลงมือทำ และถ่อมตัวพอจะเรียนรู้ต่อ”

เพราะในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี คนที่รอด ไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุด แต่คือคนที่เรียนรู้และปรับตัวได้เร็วที่สุด และในยุคที่ความรู้เปลี่ยนเร็วกว่าอายุงาน คนที่อยู่รอดระยะยาว คือคนที่ไม่หยุดตั้งคำถาม และไม่หยุดเรียนรู้จากโลกจริง

#วันละเรื่องสองเรื่อง

#ToxicConfidence

#HRDevelopment

#SkillsGap

#LifelongLearningReality

2/4 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในประสบการณ์ที่เคยร่วมงานกับองค์กรหลายแห่ง ผมพบว่าปัญหาของ "ความมั่นใจที่เป็นพิษ" นั้นเกิดจากช่องว่างระหว่างเนื้อหาทฤษฎีกับบริบทของงานจริง บางครั้งผู้เรียนอาจจบหลักสูตรมาอย่างครบถ้วนและถือใบรับรองมากมาย แต่เมื่อมาถึงสถานการณ์จริงที่ซับซ้อนหรือเงื่อนไขเฉพาะขององค์กรนั้นกลับพบว่าไม่สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือข้อจำกัดที่ระบบการเรียนรู้แบบดั้งเดิมมักมองข้ามไป นอกจากนี้ ความมั่นใจที่สูงเกินไปโดยไม่ผ่านการทดสอบจากประสบการณ์ทำงานจริง ก็อาจทำให้เกิดผลเสียกับทั้งผู้เรียนและองค์กร ตัวอย่างเช่น การซุ่มเรียนออนไลน์ในระยะเวลาสั้นๆ แล้วอ้างว่าจะทำหน้าที่ได้ทันทีนั้น มักจะเจอคำถามในห้องสัมภาษณ์ที่ต้องตอบในเชิงปฏิบัติจริงมากๆ แล้วไม่สามารถตอบได้ ทำให้องค์กรต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการฝึกงานและสอนซ้ำ ซึ่งสร้างภาระและแรงกดดันให้กับทีมเดิมอย่างมาก ในมุมของการแก้ไข การเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ให้เน้นการลงมือทำจริง ทดลองทำผิดทำถูกในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และมีระบบโค้ชคอยสนับสนุน ถือเป็นหนทางสำคัญที่จะช่วยเชื่อมทฤษฎีกับโลกความจริง นอกจากนี้ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง รับฟังและเรียนรู้จากความล้มเหลว เช่น การทำ After Action Review หรือการแบ่งปันบทเรียนระหว่างทีมอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจที่มีฐานจากประสบการณ์จริงแท้จริง ไม่ใช่แค่ความมั่นใจลมๆ แล้งๆ จากข้อมูลที่ยังไม่มีการใช้จริง สุดท้าย ความมั่นใจที่ดีควรมีความรับผิดชอบ ควบคู่กับความพร้อมที่จะเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่ไม่อยู่ในตำรา และเข้าใจว่างานจริงนั้นซับซ้อนกว่าหลักสูตรมาก การฝึกฝนทักษะที่เหมาะสมพร้อมกับความเข้าใจบริบทของแต่ละองค์กร จึงเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของบุคลากรและองค์กรในยุคปัจจุบันและอนาคต

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

🔮ข้างนอกมั่นใจ ข้างในเปราะบาง #จิตเวช #จิตวิทยา #สุขภาพจิต #Narcissist #หลงตัวเอง
Commons Psych

Commons Psych

ถูกใจ 2 ครั้ง

ภาพโพสต์ Facebook อธิบายโรคหลงตัวเอง (NPD) หรือ Narcissistic Personality Disorder พร้อมลักษณะอาการ เช่น พูดโอ้อวด ไม่เห็นใจใคร ดูถูกผู้อื่น เรียกร้องความสนใจ และชอบบังคับผู้อื่นทำตาม โดยมีภาพประกอบคนยืนส่องกระจกด้วยความชื่นชมตัวเอง.
Nucharin Kitpib

Nucharin Kitpib

ถูกใจ 3 ครั้ง

พิษร้ายจากคนใกล้ชิด
Life Messages พิษร้ายจากคนใกล้ชิด " เพราะบางครั้ง แผลที่ลึกที่สุด ก็มาจากคนที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด 1. ​การปั่นหัวให้สงสัยในตัวเอง (Gaslighting): เมื่อคนใกล้ชิดทำให้คุณรู้สึกว่าความจำหรือความรู้สึกของคุณ "ผิดเพี้ยน" ไป จนคุณเริ่มไม่มั่นใจในตัวเองและต้องยอมสยบต่อความคิดของเขาเพื่
LifeMessages.

LifeMessages.

ถูกใจ 44 ครั้ง

🙆🏻‍♂️มั่นใจแค่ไหน ไม่ให้คนอื่นลำบาก #จิตเวช #จิตวิทยา #สุขภาพจิต #Narcissist #หลงตัวเอง
Commons Psych

Commons Psych

ถูกใจ 0 ครั้ง

ภาพผู้หญิงผมยาวสวมชุดเดรสสีขาวและเครื่องประดับมรกต มีข้อความว่า “5 สัญญาณ บ่งบอกว่าคุณมี Beauty Privilege” พร้อมโลโก้ Lemon8 และชื่อผู้ใช้ @kkuxnsa
5 สัญญาณบ่งบอกว่าคุณมี “Beauty Privilege” โดยไม่รู้ตัว 👑✨
เคยไหม…อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกว่าเหมือนชีวิต “ง่ายกว่า” คนอื่นนิดนึง 🤔 บางทีมันอาจไม่ใช่แค่บังเอิญ…แต่เป็นเพราะ “Beauty Privilege” ก็ได้ 1️⃣ ได้รับบริการที่ดีกว่าคนอื่นแบบงง ๆ → เช่น พนักงานยิ้มแย้ม ใส่ใจเป็นพิเศษ ทั้งที่คนข้าง ๆ โดนเมิน 😅 2️⃣ คนพร้อมช่วยเหลือโดยไม่ร้องขอ → เช่น หิ้วของให้ เปิดป
kkuxnsa 💗

kkuxnsa 💗

ถูกใจ 1038 ครั้ง

สัตว์มีพิษที่มีชื่อว่า...เพื่อนสนิท
Life Messages สัตว์มีพิษที่มีชื่อว่า...เพื่อนสนิท เพราะบางครั้ง "พิษ" ที่ร้ายแรงที่สุดก็มาในคราบของคนที่เรารักและไว้ใจที่สุด ​อสรพิษนักอิจฉา (The Jealous Supporter): คือคนที่ดูเหมือนจะยินดีกับคุณในวันที่คุณได้ดี แต่ลึกๆ แล้วเขากลับรู้สึกทนไม่ได้ที่เห็นคุณก้าวหน้ากว่า มักจะแอบสอดแทรกคำ
LifeMessages.

LifeMessages.

ถูกใจ 33 ครั้ง

ภาพแสดงส่วนลำตัวของบุคคลที่กำลังนั่ง สวมเสื้อและกระโปรงสีเทา เห็นหน้าท้องยื่นออกมา มีข้อความว่า "โดนเพื่อนแอบถ่าย แล้วเอาไปบูลลี่ 😭" และลูกศรชี้ไปที่หน้าท้อง
รู้สึกแย่มากกก😢
คือเราไปกินข้าวกับเพื่อน แล้วเจอเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่สนิท แล้ววันนี้กระโปรงเราค่อนข้างแน่นมาก พอตอนนั่ง เราเลยเอากระโปรงลง พุงก็ห้อยออกมา แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งมาโรงเรียนอีกวัน เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นแอบถ่ายรูปเรา แล้วส่งให้เพื่อนคนอื่นแล้วก็พูดจาบูลลี่เรา หัวเราะเรา เรารู้สึกแย่มากๆ เราผิดมาก
Babyboo

Babyboo

ถูกใจ 781 ครั้ง

ฝึกใจไปกับ Toxic Workplace: คู่มือเอาตัวรอดในออฟฟิศพิษๆ
การทำงานก็เหมือนเข้าคอร์สฝึกจิต… บางคนได้เจอครูใจดี แต่บางคนได้เจอครูโหด (aka หัวหน้า toxic) บางคนเจอลูกน้องเป็นพิษ บางคนเจอเพื่อนร่วมงานที่ทำให้อยากหนีออกจากห้องประชุมทุกครั้ง 🤯 ที่ทำงาน toxic ไม่ได้หมายถึง “สถานที่” เท่านั้น แต่คือบรรยากาศและความสัมพันธ์ที่บั่นทอนใจเราได้ทุกวัน — จนบางครั้งน
Uncle Phawits

Uncle Phawits

ถูกใจ 130 ครั้ง

ภาพการ์ตูนผู้หญิงสวมผ้าเช็ดตัว มีข้อความ '8 เคล็ดลับเพิ่มความมั่นใจ' และโลโก้ WINONA Feminine ด้านบนขวา ผู้หญิงมีสีหน้าเขินอายหรือกังวลเล็กน้อย
ภาพแสดงเคล็ดลับเพิ่มความมั่นใจ 3 ข้อแรก: ยืนตัวตรง, ดูแลรูปลักษณ์ตัวเอง, และคิดบวกทุกวัน พร้อมโลโก้ WINONA Feminine ด้านบนขวา
ภาพแสดงเคล็ดลับเพิ่มความมั่นใจข้อ 4-6: ตั้งเป้าหมายเล็กๆ, ขยับร่างกาย/ออกกำลังกาย, และฝึกพูดกับคนอื่นแบบไม่เขิน พร้อมโลโก้ WINONA Feminine ด้านบนขวา
💥 8 เคล็ดลับเพิ่มความมั่นใจให้สาว ๆ
💥 8 เคล็ดลับเพิ่มความมั่นใจให้สาว ๆ อยากมั่นใจแบบปัง ๆ ทุกวันเหรอ? 😎” รวม 8 เคล็ดลับง่าย ๆ อ่านปุ๊บ ทำปั๊บ 📌 เซฟไว้แล้วลองปรับใช้เลย! 📥 เซฟโพสต์นี้ไว้เป็นไกด์เพิ่มความมั่นใจทุกวัน 💬 เธอทำข้อไหนแล้วรู้สึกเวิร์กสุด? แชร์กัน! 👯‍♀️ แท็กเพื่อนสาวให้รู้ว่า ความมั่นใจสร้างได้ทุกวันนะซิส! #เคล็
WINONA.FEMININE

WINONA.FEMININE

ถูกใจ 4725 ครั้ง

ผู้หญิงสวมเสื้อดำและกางเกงแดงกำลังถ่ายเซลฟี่หน้ากระจก มีข้อความว่า "40+ โดนนินทา เพราะมั่นใจเกิน" ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาบทความเรื่องความมั่นใจในวัย 40+ และการถูกวิพากษ์วิจารณ์
มั่นใจในตัวเอง ผิดหรอ?
อายุสี่สิบกว่า เราเพิ่งเริ่มมั่นใจขึ้น แต่งตัวแบบที่ชอบ พูดชัด ตัดสินใจเองได้มากขึ้น เราดูเป็นคนมั่นใจ การแต่งตัว วิธีพูดต่างๆ ทำให้คนอาจจะหมั่นไส้?? มีรุ่นน้องที่สนิทเคยมาแอบบอก “พี่…เมื่อกี้เขาแซวกันเรื่องพี่ดูมั่นใจไปหน่อย เขาบอกว่าแค่พูดเล่น แต่หนูว่าไม่โอเคเลย” เราได้แต่ยิ้มบาง ๆ ท
mamadailylife

mamadailylife

ถูกใจ 9 ครั้ง

💡 5 ความคิดที่ไม่ควรมี..ถ้าจะเป็นคนที่มั่นใจ
>>วันนี้เรามาแชร์ทริคเพิ่มความมั่นใจ🩷🩷 แค่เอาความคิดพวกนี้ออกจากหัว🥹 •เริ่มจากการปรับทีละนิด...อย่างต่อเนื่อง เท่านี้ทุกคนก็จะเป็นคนที่สวยดูดีขึ้นจากภายใจสู้ภายนอก แย้วว ไปทำตามกันได้น้าาา #มั่นใจมากขึ้น #มั่นใจไม่กลัว #เปิดเทอม #พัฒนาตัวเอง #สุขภาพใจ
Sundie🍀✨

Sundie🍀✨

ถูกใจ 27 ครั้ง

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ส่งผลต่อชีวิตเรา แค่ไหน 🥀
AM GLAD YOU ARE HERE PROJECT🤍🐇 21 Days Bring back soul challange 🩶 เรื่องราวจากการช่วยบำบัดจิตใจของเพื่อนรัก เรื่องจริงที่เกิดขึ้น และการอ่านหนังสือเล่มนี้จะทำให้เขาเข้มแข็งขึ้นได้ ..🥀 มันคือเรื่องของความรักของชาย หญิง แรกๆใครก็ดูออกว่า เธอสมควรได้ผู้ชายที่รักและเป็นที่พึ่งพาเธอได้ดีกว่านี
Am_Tatsa🍀🐰🤍

Am_Tatsa🍀🐰🤍

ถูกใจ 3 ครั้ง

ใครเคยเป็นผู้ประสบภัยความมั่นกับบุคลิกความเฟียสเกินเหตุบ้าง?! ความมั่นใจไม่ผิด แต่มั่นแบบพูดหรือทำไม่แคร์ใจคนอื่นนี่แหละที่ทำเพื่อนหนี!! #selfawareness #พัฒนาตัวเอง #ความสัมพันธ์ #เพื่อน #mindset
Phoom! Teach Myself First

Phoom! Teach Myself First

ถูกใจ 0 ครั้ง

🪽Healthy Narcissist มีด้วยเหรอ #จิตเวช #จิตวิทยา #สุขภาพจิต #Narcissist #หลงตัวเอง
Commons Psych

Commons Psych

ถูกใจ 0 ครั้ง

วิธี Detox ความเป็นพิษในตัวเองแบบ “จริงจัง” 🔥
ทุกคนเคยมีช่วงเวลาที่ตัวเอง toxic บางทีไม่ได้ตั้งใจ แต่พฤติกรรมมันทำลายคนรอบตัวแบบเงียบ ๆ อยากเริ่มใหม่ ต้องทำแบบนี้เลย 1. ยอมรับก่อนว่า “ตัวเองมีส่วนผิด” การโทษคนอื่นทั้งโลก = ปิดโอกาสพัฒนาตัวเอง พูดกับตัวเองตรง ๆ ว่า • เราพูดแรงเกินไปไหม • เราคาดหวังกับเขาเกินจริงไหม &
kkuxnsa 💗

kkuxnsa 💗

ถูกใจ 20 ครั้ง

ภาพแสดงผู้หญิงสองคน คนหนึ่งยิ้มแย้มสดใสในชุดสีม่วง (สี) อีกคนทำหน้าเครียดในชุดสีเทา (ขาวดำ) พร้อมคำถามว่า “เรามีความสุขจริงๆ หรือแค่... บอกตัวเองให้เชื่อแบบนั้น?” สะท้อนประเด็นการคิดบวกที่เป็นพิษ โดยมีโลโก้ ASTELLA.
คิดบวกได้ แต่ระวังจะเป็นพิษ‼️
“หยุดหลอกตัวเอง แล้วยอมรับความผิดหวังที่เป็นของขวัญจากความจริงอันเป็นรากฐานที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นและเติบโตได้” - Moya Sarner นักเขียนและนักจิตบำบัด Psychodynamic Psychotherapist จากอังกฤษ . Moya Sarner ได้เขียนบทความลง The Guardian เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2024 พูดถึงเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจไม่อยากยอมร
ASTELLA

ASTELLA

ถูกใจ 2 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม