5 ปีกับซึมเศร้าตัวร้าย 📌
สมัยก่อนเราเป็นคนที่มีเป้าหมายชัดมาก ชีวิตเหมือนมีเส้นทางให้เดิน แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่…เป้าหมายนั้นหายไป
ทุกวันแค่ลืมตาตื่นขึ้นมาก็เหมือนใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่รู้ว่าทำเพื่ออะไร ทำไปทำไม หรือเพื่อใครด้วยซ้ำ
เราเริ่มไม่อยากไปทำกิจกรรมที่เคยชอบ เริ่มเบื่อทุกอย่าง และทุกครั้งที่โกรธหรือเครียดก็ระบายด้วยการปาของ กรี๊ดในห้อง หรือแม้แต่ทำร้ายตัวเอง โดยไม่มีใครในบ้านล่วงรู้เลย
โชคดีที่เรียนสายการแพทย์ ทำให้เรทเริ่มสังเกตอาการตัวเอง รู้ว่ามันไม่ปกติ จนบอกพ่อว่า "หนูอยากไปหาหมอ" แต่พ่อไม่ยอม พูดเเค่ว่า "ลูกต้องเข้มแข็งสิ"
จนวันที่เรียนจบ ทุกอย่างก็หนักขึ้น พ่อป่วยมะเร็ง และฉันยิ่งจมดิ่ง รู้เลยว่าอาการฉันมันแย่กว่าที่เคยคิด วันหนึ่งฉันทนไม่ไหวอีกต่อไป…เราร้องไห้ ทุบตีตัวเองต่อหน้าพ่อ และพูดกับเขาว่า
“พ่อ…หนูไม่ไหวแล้วจริง ๆ”
วันนั้นเป็นวันที่พ่อเห็นเราพังจริง ๆ และมันคือครั้งแรกที่เขาจับมือแล้วพาไปหาหมอและนั่น…คือจุดเริ่มต้นของการรักษาโรคซึมเศร้าของเรา ที่ทำให้ฉันยังยืนอยู่ตรงนี้ในวันนี้
💊🏥 รักษายังไง !??!?
เรารักษาที่คลนิกเอกชนก่อน แต่ค่าใช้จ่ายแพงมาก 1500-2000 ช ่วงเเรกรักษาทุก 2 อาทิตย์เพื่อปรับยา ทำจิตบำบัต เข้าครอสสะกดจิต ทำมาหมด จนเมื่อ 4 ปีที่เราเรารู้สึกว่าเราไม่ไหวกับค่าใช้จ่ายเลยกลับบมารักษารพ.รัฐแต่โชคดีที่เรารับราชการทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เรากินยาทุกวัน ปรับยากับหมอกันมาตลอด จนปัจจุบันยาเริ่มคงที่แล้ว และเรายังคงต้องรักษาต่อและหวังว่ามันจะดีขึ้น และหายได้ในสักวัน
เริ่มออกทำกิจกรรม ท่องเที่ยว ปืนเขา ไปทะเล ไปทุกที่ที่อยากไปออกไปทำอะไรใหม่ จอยกับชีวิตมากขึ้น
✌🏻🫶🏻 ฉันอยากบอกทุกคนว่า…
โรคซึมเศร้า ไม่ได้น่ากลัว
สิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ คือ หัวใจของเราเอง
เรากล้าพอหรือเปล่าที่จะเปิดใจยอมรับว่า “เราไม่ไหวแล้ว”
เรากล้าพอไหมที่จะก้าวออกไปขอความช่วยเหลือ
เพราะซึมเศร้า…รักษาได้
แต่ถ้าเราไม่กล้าเปิดใจ ไม่ม ีใครช่วยเราได้เลย
และถ้าคุณกำลังอยู่ในจุดที่เหมือนฉันเมื่อ 5 ปีก่อน
จำไว้นะคะว่า คุณไม่อ่อนแอถ้าขอความช่วยเหลือ
เพราะทุกคนสมควรได้รับโอกาสที่จะกลับมายิ้มได้อีกครั้ง 🫶🏻







































ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม