CGM attached it to test what caused the glycemic index to rush.
We stuck the ottai CGM.
Before eating measured 97 mg / dl.
Just watch the party on an empty stomach before lunch.
Less than half a glass
The blood glucose level of the belly is shocking.
Tap 167 mg / dl
It takes a lot of time to get down.# High blood sugar and fat levels # Diabetes # Diabetes, do not eat # Low Sugar Rice Test
หลังจากทดลองติด CGM แล้วเจอเหตุการณ์ “น้ำตาลพุ่ง” แบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้เราเริ่มกลับมาทบทวนว่า จริงๆ แล้ว CGM ช่วยเราได้มากกว่าการรู้ตัวเลขเฉยๆ เพราะมันบอก “แนวโน้ม” และ “ตัวกระตุ้น” ของระดับน้ำตาลในเลือดแบบเรียลไทม์ สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการดื่มโอเลี้ยงตอนท้องว่างคือ เครื่องดื่มหวาน/กาแฟชงสำเร็จหลายแบบมีทั้งน้ำตาลและคาร์บ (บางร้านใส่นมข้น/ครีมเทียมเพิ่ม) พอดื่มตอนท้องว่าง ร่างกายดูดซึมเร็วมาก กราฟใน CGM เลยพุ่งไวและสูงกว่าที่คิด ถ้าใครกำลังคุมระดับน้ำตาล หรือมีภาวะเสี่ยงเบาหวาน แนะนำให้ “ลองสลับ” เป็นกาแฟดำไม่หวาน หรือหวานน้อยมาก และดื่มหลังมื้ออาหารแทน จะเห็นความต่างในกราฟชัดๆ คำถามที่เจอบ่อยคือ “CGM ยี่ห้อไหนดี” เราว่าขึ้นกับไลฟ์สไตล์มากกว่า โดยดู 5 ข้อนี้ก่อนตัดสินใจ: 1) ระยะเวลาที่เซ็นเซอร์อยู่ได้กี่วัน (ยิ่งนานยิ่งคุ้มสำหรับคนอยากเก็บข้อมูลต่อเนื่อง) 2) ความสะดวกของแอปและภาษา การดูกราฟย้อนหลัง/ดูค่าเฉลี่ย/ดูช่วงเวลา 3) การแจ้งเตือนน้ำตาลสูง-ต่ำ (สำคัญมากสำหรับคนที่อยากให้เตือนอัตโนมัติ) 4) ความแม่นยำและการคาลิเบรต (บางรุ่นไม่ต้องจิ้มปลายนิ้วบ่อย แต่ควรเช็กเมื่อค่าดูแปลก) 5) ราคาเซ็นเซอร์และการหาซื้อ/บริการหลังการขาย อีกอย่างที่ช่วยให้ใช้ CGM คุ้มคือ “จดบันทึกคู่กับกราฟ” เช่น เวลาที่กิน/ดื่ม, ปริมาณคร่าวๆ, อารมณ์-ความเครียด, การนอน, การออกกำลังกาย เพราะปัจจัยพวกนี้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งได้เหมือนกัน แล้วลองทำเป็นการทดลองเล็กๆ 3–7 วัน เช่น วันหนึ่งดื่มโอเลี้ยงแบบเดิม อีกวันเปลี่ยนเป็นหวานน้อย/กินคู่โปรตีน/ดื่มหลังอาหาร จากนั้นเทียบกราฟว่าอันไหนพุ่งน้อยกว่าและลงไวกว่า สุดท้าย อยากย้ำว่า CGM เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจเรื่องพฤติกรรมได้ดีมาก แต่ถ้าค่าขึ้นสูงบ่อยๆ หรือมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์และตรวจเลือดมาตรฐานร่วมด้วยนะคะ






































































