ติดอยู่ที่ Pace เดิมมานาน อาจไม่ใช่เพราะซ้อมน้อย แต่เพราะซ้อมไม่ฉลาดพอ
ติดอยู่ที่ Pace เดิมมานาน อาจไม่ใช่เพราะซ้อมน้อย แต่เพราะซ้อมไม่ฉลาดพอ
หลายคนวิ่งสม่ำเสมอ
ซ้อมก็ไม่ได้ขาด
รองเท้าก็เปลี่ยน
ข้อมูลในนาฬิกาก็มีครบ
แต่ Pace กลับไม่ขยับไปไหน
จนเริ่มคิดว่า....
“เราคงไปได้แค่นี้” หรือ “ต้องซ้อมให้หนักกว่านี้อีก”
แต่ปัญหาอาจไม่ใช่เพื่อนๆซ้อมน้อยเกินไป
ปัญหาอาจเป็นเพราะเพื่อน ๆซ้อมมั่วเกินไป
สิ่งที่ทำให้นักวิ่งจำนวนมากติดอยู่ที่ Pace เดิม คือการซ้อมอยู่ตรงกลางตลอดเวลา
Easy Run ก็ไม่ Easy จริง
Tempo ก็ไม่ชัด
Interval ก็ไม่ได้คุณภาพ
Long Run ก็กลายเป็นการกด Pace แข่งกับตัวเองทุกสัปดาห์
สุดท้ายคือเหนื่อยมาก....แต่พัฒนาน้อย
เพราะการวิ่งให้เร็วขึ้น
ไม่ได้เกิดจากการพยายามวิ่งเร็วทุกวัน
แต่มาจากการซ้อมที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน
วันเบา ต้องเบาพอให้ร่างกายฟื้น
วันหนัก ต้องหนักพอให้ร่างกายได้รับแรงกระตุ้น
วันพัก ต้องพักจริง ไม่ใช่รู้สึกผิดที่ไม่ได้วิ่ง
ถ้าทุกวันกลายเป็นวันกลาง ๆ
ไม่ช้าพอจะฟื้น
ไม่เร็วพอจะพัฒนา
ร่างกายก็จะค้างอยู่ที่เดิม
การพัฒนา Pace ต้องมีทั้งฐานความอึด ความเร็ว ความทนทาน และการฟื้นตัว
Easy Run สร้างฐาน
Tempo / Threshold สร้างความทนต่อความหนัก
Interval ฝึกความเร็ วและระบบประสาท
Long Run สร้างความอึด
ส่วนวันพัก คือช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมและแข็งแรงขึ้น
เพราะจริงๆ แล้ว
การซ้อมไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้นทันที
การฟื้นตัวหลังซ้อมต่างหาก
ที่ทำให้ร่างกายปรับตัวและพัฒนา
ถ้าเพื่อนๆติด Pace เดิมมานาน
ลองถามตัวเองใหม่
เราซ้อมหนักเพราะมีเป้าหมาย
หรือซ้อมหนักเพราะกลัวว่าการวิ่งช้าคือการถอยหลัง?
เรามีวัน Easy จริงไหม?
มีวันคุณภาพจริงไหม?
มีวันพักพอไหม?
บางครั้งการจะเร็วขึ้น
ไม่ใช่การเพิ่มระยะ
ไม่ใช่การซื้อรองเท้าที่เร็วกว่าเดิม
และไม่ใช่การกด Pace ทุกวันให้เหนื่อยกว่าเดิม
แต่อาจเป็นการซ้อมให้ฉลาดขึ้น
วิ่งช้าให้เป็น
พักให้เป็น
เลือกวันที่ควรหนักให้ถูก
เพราะซ้อมเยอะ อาจทำให้เพื่อนๆเหนื่อย
แต่ซ้อมฉลาด จะทำให้เพื่อนๆพัฒนา









































