วิทยาศาสตร์แห่งความเครียดและการกู้ใจ #2 l Yerkes Dodson Law

ความเครียดไม่ใช่ "ผู้ร้าย" เสมอไป... แต่เป็นเหมือน

"สายกีตาร์" ที่ต้องตั้งให้พอดี

​เวลาพูดคำว่า "ความเครียด" เรามักจะนึกถึง

หน้าเจ้านายบึ้งๆ กองงานที่ท่วมหัว

หรือบิลบัตรเครดิตตอนสิ้นเดือนใช่ไหมคะ?

เราเลยมักจะคิดว่า...

"ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่ไม่มีความเครียดเลย"

​แต่รู้ไหมคะว่า ในทางจิตวิทยา ถ้าชีวิตเรา

"ไร้ความเครียด" โดยสิ้นเชิง

มันไม่ได้แปลว่าเราจะมีความสุขที่สุดนะคะ!

​ทฤษฎี "Yerkes-Dodson Law"

อธิบายเปรียบเทียบชีวิตคนเราเหมือน "สายกีตาร์" ค่ะ

1. สายหย่อนเกินไป (Underload):

เมื่อชีวิตไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความกดดันใดๆ เลย (ชิลเกินไป) เราจะรู้สึกเฉื่อยชา เบื่อหน่าย ขาดแรงบันดาลใจ (Apathy) เสียงกีตาร์จะทุ้มๆ บอดๆ ดีดไม่ดัง

2. สายตึงเกินไป (Distress):

อันนี้คือสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีค่ะ การแบกความคาดหวังที่หนักอึ้ง งานที่ล้นมือ จนเกิดความเครียดสะสมที่เป็นพิษ (Distress) กีตาร์ที่ขึงตึงเกินไป ดีดแรงๆ ไม่นาน... สายก็ขาด (Breakdown/Burnout)

​🎶 3. สายที่ตึงพอดี (Eustress):

คือ "ความเครียดที่ดี" ค่ะ! มันคือความตื่นเต้นตอนที่เราได้ทำโปรเจกต์ใหม่ ความท้าทายที่ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาพัฒนาตัวเอง ความเครียดระดับ "พอดี" นี้แหละ ที่ทำให้เราเข้าสู่ภาวะ Flow State และสร้างเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุดในชีวิตได้

​(เลื่อนดูภาพประกอบ เพื่อเช็กว่าตอนนี้สายกีตาร์ของเราตึงไปหรือหย่อนไปนะคะ 🎨)

​💡 ข้อคิดวันนี้:

ไม่ต้องพยายามกำจัดความเครียดทิ้งไปให้หมดหรอกค่ะ

แค่เราต้องหมั่นสำรวจตัวเอง และรับบทเป็น "นักดนตรี"

ที่คอย "จูนสายกีตาร์"

ถ้ารู้สึกว่าช่วงนี้มันตึงไป...

ก็อนุญาตให้ตัวเองได้พัก หย่อนสายลงบ้าง

ถ้ารู้สึกว่าชีวิตมันเนือยๆ...

ก็ลองหาความท้าทายใหม่ๆ มาดึงสายให้ตึงขึ้นอีกนิด

​มาเป็นนักจูนใจตัวเอง ให้เกิดเป็นจังหวะชีวิตที่ลงตัวกันนะคะ

#โลกจิตฯวิทยา #นักจิตวิทยา #การ์ตูนจิตวิทยา #YerkesDodsonLaw #Eustress

2/20 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์การจัดการความเครียดในชีวิตประจำวัน ผมพบว่าหลายคนมักจะพยายามหลีกเลี่ยงความเครียดอย่างสิ้นเชิง เพราะเข้าใจว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่แท้จริงแล้วหากเรามองความเครียดตามหลักของกฎ Yerkes-Dodson จะเห็นว่าความเครียดที่อยู่ในระดับเหมาะสมหรือที่เรียกว่า "Eustress" นั้น เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เราตื่นตัวและมีสมาธิดีขึ้น ผมเคยสังเกตตัวเองในช่วงทำโปรเจ็กต์ใหม่ที่ตั้งใจมาก รู้สึกตื่นเต้นและมีความเครียดเล็กๆ แต่กลับทำงานได้ดีและเต็มที่กว่าเมื่อไม่มีความกดดันเลย ซึ่งตรงกับที่บทความเปรียบเทียบความเครียดเหมือน "สายกีตาร์" ที่ต้องตั้งให้พอดี อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยผมดูแลตัวเองคือการคอยตรวจสอบสภาพจิตใจว่าอยู่ในช่วงไหนของสายกีตาร์ ถ้ารู้สึกตึงเครียดเกินไป ผมจะให้เวลากับการพักผ่อน ลดความคาดหวัง หรือทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น การฟังเพลงเบาๆ หรือเดินเล่น เพื่อ "หย่อนสาย" ใจให้กลับสู่สภาพสมดุล ในทางกลับกัน เมื่อรู้สึกเฉื่อยชา เบื่อหน่าย หรือขาดแรงจูงใจ ผมจะตั้งเป้าหมายเล็กๆ หรือรับความท้าทายใหม่ๆ เพื่อ "ดึงสาย" ความตึงเครียดขึ้นมาอีกนิด ช่วยกระตุ้นให้มีพลังและความสนใจในการทำงานมากขึ้น การเข้าใจและปรับความเครียดให้พอดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้ความใส่ใจและความสม่ำเสมอเหมือนการเป็น "นักดนตรี" ที่จูนสายกีตาร์ของตัวเองอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เสียงที่ออกมานั้นไพเราะและมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือเคล็ดลับที่ช่วยให้ชีวิตและงานของผมเดินหน้าอย่างมีคุณภาพโดยไม่เหนื่อยเกินไปหรือเฉื่อยชามากจนไม่ก้าวหน้า จึงขอชวนทุกคนมาลองสังเกตและจูนสายกีตาร์ใจตัวเองดูนะครับ บางทีความเครียดที่ดีเล็กๆ น้อยๆ อาจเป็นแรงขับเคลื่อนที่เราตามหามาตลอดก็ได้