กะปอมปลาไหลและไทรดักปลา
ลมหนาวของที่ราบสูงภาคอีสาน มิใช่เพียงสายลมที่พัดผ่านผิวกาย หากแต่เป็นคมมีดที่มองไม่เห็น กรีดลึกเข้าไปสัมผัสถึงแก่นกระดูก ความยะเยือกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับไอหมอกทางเหนือที่เคยคุ้น มันมาพร้อมกับแรงลมกรรโชกที่ปลุกขนทุกเส้นให้ลุกชัน... ย้อนกลับไปในฤดูร้อนปีนั้น ปีแห่งการถูก "เนรเทศ" จากเมืองหลวงมาดัดสันดาน ช่วงเวลาที่แดดกล้าแห่งทุ่งกุลาฯ ได้แผดเผาผิวพรรณของเด็กชายชาวกรุงจนกร้านเกรียม รอยไหม้แดดที่ตัดกับผิวเนื้อขาวในร่มผ้า ประหนึ่งทางม้าลายที่พาดผ่านเรือนร่าง เป็นหลักฐานแห่งการปะทะสังสรรค์ระหว่างคอนกรีตกับดินแดง
สายของเช้าวันเสาร์ โลกตื่นขึ้นด้วยมโหรีแห่งท้องนา เสียงกะโหน่งไม้ที่ห้อยคอควายดังประสานเสียงกันเกรียวกราว "กุ๊บกั๊บ... กุ๊บกั๊บ" คือจังหวะกีบเท้าอันหนักหน่วงที่บดขยี้ลงบนถนนลูกรังสีเลือดนก ฝุ่นธุลีลอยฟุ้งขึ้นเป็นม่านหมอกแห่งความจริง
“บักติณสิไปแล้วบ่ ห่อเข่าไปนำเด้อ”
เสียงตะโกนของเพื่อนเกลอ ปลุกเร้าความตื่นเต้นในวัยเยาว์ที่ลุกโชนมาตั้งแต่ย่ำรุ่ง ผมวิ่งตึงตังจนเรือนไม้สั่นไหว หม้อไหบนฝาผนังกระทบกันราวเกิดธรณีพิบัติ จนเสียงบ่นด้วยความเอ็นดูของยายไล่หลังมา ยายผู้มีริมฝีปากเปื้อนสีชาดของหมากพลู เผยให้เห็นไรฟันที่เหน็บยาเส้นก้อนเล็กไว้ที่มุมปาก... ผมเคยสงสัยในความจำเป็นของมัน จนกระทั่งได้รู้ว่ามันคืออุบายอันแยบยล
“คั่นบ่ใส่มันสิบ่เมา” ยายกล่าวพลางหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างอารมณ์ดี ทิ้งปริศนาแห่งความเมามายที่แสนจริงใจไว้ให้หลานชายขบคิด
เราเคลื่อนขบวนติดตาม "บักแหล้" มิตรสหายผู้มีผิวสีถ่าน ทิ้งร่องรอยมูลควายไว้เป็นหมุดหมายบอกทางตามคันนา เสียงกะโหน่งยังคงให้จังหวะสอดรับกับเสียงหัวเราะและมุกตลกโปกฮาของวัยคะนอง จนกระทั่งถึง "เถียงนา" จุดพักพิงริมลำธารสายเล็กที่น้ำใสไหลรินเพียงระดับเข่า... เมื่อผูกควายเสร็จสิ้น แผนการล่าเพื่ อปากท้องจึงเริ่มต้นขึ้น
คำว่า "ห่อข้าวมาด้วย" ในพจนานุกรมของเรา หมายเพียงกระติ๊บข้าวเหนียวและแจ่วบองก้นปุก ส่วนกับข้าวนั้น คือสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและฝีมือ
"เดี๋ยวเฮาสิก้อยกะปอมใส่บักม่วง" บักแหล้ประกาศก้องราวแม่ทัพ
อาวุธคู่กายคือหนังสติ๊ก ย่ามสะพายบรรจุกระสุนดินเหนียวตากแห้ง... เราสวมวิญญาณพรานไพร ลัดเลาะผ่านดงไม้ ราวกับฉากในสารคดีชีวิตสัตว์โลกที่ไร้การกำกับ ทุกย่างก้าวมีระบบระเบียบ มีตัวล่อ มีหน่วยซ้ำ มีหน่วยเก็บ จนกระทั่งได้ "กะปอม" สัตว์เลื้อยคลานผู้โชคร้ายมาจนเต็มอัตราศึก
ณ เถียงนาอันเป็นครัวกลางทุ่ง เปลวไฟเลียลวกซากกะปอมจนเกล็ดไหม้เกรียม ส่งกลิ่นคาวปนหอมประหลาด ลอกหนังออกเผยให้เห็นเนื้อขาวนวลที่ซ่อนอยู่ภายใน ควักเครื่องในทิ้งไป เหลือไว้เพียงความบริสุทธิ์ของเนื้อที่ถูกสับจนละเอียดบนเขียงไม้... เสียงมีดกระทบเขียงดังถี่รัว ผสมผสานเครื่องปรุงแห่งชีวิต พริกป่นแดงฉาน ข้าวคั่วหอมกรุ่น น้ำปลา ผงชูรส และความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดของมะม่วงดิบสับฝอยที่ขาดไม่ได้... คลุกเคล้าให้เข้าเนื้อ จนกลายเป็น "ก้อยกะปอม" เมนูเถื่อนดิบที่เด็กเมืองกรุงไม่เคยพานพบ บัดนี้ถูกตักใส่จานสังกะสีเก่าคร่ำ
วงข้าวเหนียวกลางเถียงนาคือปะรำพิธีแห่งมิตรภาพ นี่คือครั้งแรกที่ผมได้ลิ้มรสผลผลิตจากการล่าของตนเอง รสชาติแปลกแปร่งแต่กลับกลมกล่อมด้วยเรื่องเล่าโอ้อวดวีรกรรมเมื่อครู่ เสียงพูดคุยและท่าทางประกอบอย่างออกรสคงดังไกลไปถึงหมู่บ้าน ช่วยชูรสให้อาหารมื้อนั้นโอชะยิ่งขึ้นไปอีก
...ถึงตรงนี้ กลิ่นอายของดินแ ละความทรงจำยังคงคุกรุ่น เรื่องราวของปลาไหลในมื้อเย็นระหว่างทางกลับบ้าน ยังคงรอคอยการเปิดเผย ในวาระถัดไปของบันทึกแห่งรากเหง้านี้.
เมื่อคืนผมได้คุยกับพี่คนสันต์ แกบอกให้ผมเขียนเรื่อง อีสาน อีกซึ่งผมก็ยินดีนะเพราะในความทรงจำ ความเป็นอีสาน วิถีและวัฒนธรรม ผมยังจำฝังรากลึกได้อยู่ ทั้งฝั่งอีสานและฝั่งใต้ เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าจากฝั่งอีสานก่อน ค่อยไปกรุงเทพ แล้วเราค่อยลงใต้กันครับ.
- ติณณ์ -

























































